Skip to Main Navigation

ภาพรวม

  • ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2564

    ตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัดและได้รับการยกระดับจากประเทศรายได้ต่ำเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงในช่วงเวลาน้อยกว่าหนึ่งช่วงอายุคน  ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงถูกนำไปอ้างอิงถึงความสำเร็จด้านการพัฒนาไปทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง รวมถึงการลดความยากจนได้อย่างรวดเร็วเศรษฐกิจของประเทศไทยเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีที่ 7.5% ในช่วงปี 2503-2539 ที่เศรษฐกิจกำลังเติบโต และ เติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีที่ 5% ในช่วงปี 2542-2548 หลังจากวิกฤตการเงินในเอเชีย การเติบโตนี้สร้างงานนับล้านและช่วยดึงผู้คนนับล้านออกจากความยากจน การเข้าถึงสวัสดิการต่างๆ เป็นไปในทางที่ดีขึ้น เช่น เด็ก ๆ ได้รับการศึกษาเพิ่มขึ้นและตอนนี้แทบทุกคนได้รับการประกันสุขภาพ ในขณะที่ประกันสังคมรูปแบบอื่น ๆ ได้ขยายตัวออกไป

    ในช่วงเวลาไม่กี่ปีมานี้การเติบโตทางเศรษฐกิจมีอัตราลดลงจาก 4.2% ในปี พ.ศ. 2561 เป็น 2.4% ในปี พ.ศ. 2562 ปัจจัยหลักๆ ที่ชะลออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจได้แก่ ความต้องการในสินค้าส่งออกของไทยอ่อนแอลงสะท้อนให้เห็นถึงความตึงเครียดจากการแข่งขันทางการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน การชะลอการลงทุนภาครัฐและปัญหาภัยแล้งที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ความท้าทายหลักๆที่เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตในอนาคตของประเทศไทยเพื่อบรรลุเป้าหมายการเปลี่ยนสถานะเป็นประเทศที่มีรายได้สูงในปี พ.ศ. 2580  ความท้าทายเหล่านั้นได้แก่ความอ่อนแอในเรื่องการพัฒนาระบบการศึกษาและพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของนายจ้างซึ่งจะทำให้ผลิตภาพในอนาคตและโอกาสต่างๆของคนรุ่นหลังตกอยู่ในความเสี่ยง และยังทำให้ความไม่เท่าเทียมกันในเชิงพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งหมายถึงผู้คนในพื้นที่ห่างไกลจะสูญเสียโอกาสและล้าหลังทั้งในเชิงศรษฐกิจและตัวชี้วัดด้านสวัสดิภาพของประชากรที่เสื่อมถอยลง

    ในขณะที่ประเทศไทยประสบความสำเร็จในการหยุดยั้งการแพร่กระจายการติดเชื้อของโรคโควิด-19 (ไวรัสโคโรน่า) ในช่วงปี 2563 เกือบทั้งปี เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงและผลลัพธ์นำไปสู่ภาวะการว่างงานในวงกว้างส่งผลต่อทั้งภาคครัวเรือนในชนชั้นกลางและกลุ่มคนที่ยากจน และเป็นอุปสรรคสำคัญที่ยากจะเอาชนะได้ในการลดความยากจน

    เศรษฐกิจของประเทศไทยหดตัวลง 6.1% ในปี พ.ศ. 2563 เนื่องมาจากอุปสงค์ภายนอกที่ลดลงส่งผลกระทบต่อธุรกิจและภาคการท่องเที่ยว การชะงักงันของห่วงโซ่อุปทาน และการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอลง การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้สร้างความท้าทายเพิ่มเติมหลายประการในตลาดแรงงาน ผลกระทบเบื้องต้นคือการว่างงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นเท่าตัวจาก 1% ในไตรมาสแรกของปี 2562 เป็น 2% ในไตรมาสที่สองของปี 2563

    การตอบสนองเชิงนโยบายของประเทศไทยได้ช่วยกระตุ้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจและช่วยเหลือความเป็นอยู่ของครัวเรือนที่เปราะบางที่สุด โดยเน้นไปที่การใช้เงินจาก เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนการแจกจ่ายเงินเยียวยา การรับมือด้านสาธารณสุข และการฟื้นฟูกิจกรรมทางด้านเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งโครงการขนาดใหญ่ขึ้นมาใหม่เพื่อแจกจ่ายเงินช่วยเหลือให้กับกลุ่มเปราะบาง ที่อาจไม่ได้รับความคุ้มครองใดๆ

    อัตราความยากจนได้ลดลงไปเป็นอย่างมากตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ผ่านมา โดยลดลงจาก 65.2% ในปี 2531 เป็น 9.85% ในปี 2561 (อ้างอิงจากการประมาณการในระดับประเทศ) อย่างไรก็ตามทั้งการเติบโตของรายได้ในภาคครัวเรือนและการบริโภคได้หยุดชะงักลงทั่วประเทศภายในเวลาไม่กี่ปีมานี้  ปัจจัยดังกล่าวยังผลให้ความคืบหน้าในการลดความยากจนในประเทศไทยเกิดการพลิกผันเห็นได้จากจำนวนประชากรที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างยากจนมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้น ในระหว่างปี 2558 และปี 2561 อัตราความยากจนเพิ่มสูงขึ้นจาก 7.2% เป็น 9.8% และจำนวนที่แท้จริงของประชากรที่ยังใช้ชีวิตอยู่อย่างยากจนเพิ่มขึ้นจาก 4.85 ล้านคนเป็นจำนวนมากกว่า 6.7 ล้านคน  อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปี 2561 ถึง 2562 อัตราความยากจนลดลงเหลือ 6.2% และเพิ่มขึ้นเป็น 8.8% ในปี 2563 เนื่องจากผลกระทบของวิกฤตการระบาดของโควิด -19 ความเหลื่อมล้ำเมื่อวัดจากค่าสัมประสิทธิ์ความไม่เสมอภาคด้านรายได้ (Gini coefficient) เพิ่มขึ้นระหว่างปี 2558-2560 ในช่วงเวลานี้ การบริโภคต่อหัวของครัวเรือนสูงขึ้น แต่การบริโภคของครัวเรือนยากจนที่อยู่ในระดับ 40% ล่างสุดกลับลดลง

    จากรายงานดัชนีทุนมนุษย์ซึ่งวัดระดับผลิตภาพของประชากรวัยทำงานรุ่นใหม่กับศักยภาพที่พวกเขาพึงมีหากได้รับการศึกษาและการดูแลสุขภาพอย่างดีที่สุด ผลการศึกษาพบว่าคุณภาพการศึกษาเป็นความท้าทายสำคัญที่สุดของประเทศไทย เด็กไทยที่เกิดวันนี้คาดว่าจะได้รับการศึกษาในโรงรียนก่อนจะอายุครบ 18 ปีเป็นเวลา 12.7 ปี แต่หากวัดจากคุณภาพการเรียนรู้แล้วพบว่า เด็กไทยจะมีความสามารถเทียบเท่ากับการได้เข้าเรียนเป็นเวลาเพียง 8.7 ปี ซึ่งมีความต่างในการเรียนรู้อยู่ถึง 3 ปี

    ในระยะเวลา 15 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเผชิญกับปัญหาอันเกิดการโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูงซึ่งกลายเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากในหมู่ประชากรไทยและมีอัตราการตรวจพบโรคดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นถึงสามและสี่เท่าตามลำดับ รวมกับอัตราการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนที่สูงล้วนแต่ส่งผลลบต่ออัตราการรอดชีวิตของผู้ใหญ่ มีประชากรไทยที่มีอายุ 15 ปีเพียงร้อยละ 87 เท่านั้นที่คาดว่าจะมีชีวิตอยู่จนถึงอายุครบ 60 ปี

  • ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2564

    เป็นระยะเวลากว่า 70 ปีแล้ว ที่ราชอาณาจักรไทยและกลุ่มธนาคารโลกได้สร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งและก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศไทยเรื่อยมา โดยกรอบความร่วมมือนี้ได้พัฒนามาจากการกู้ยืมและการบริการงานวิเคราะห์วิจัยในแบบเดิมไปสู่ความร่วมมือด้านความรู้โดยใช้นวัตกรรมดำเนินการ ซึ่งเห็นได้จากการที่ประเทศไทยเลื่อนสถานะเป็นประเทศรายได้ปานกลาง

    กรอบความร่วมมือในการพัฒนาประเทศไทยฉบับใหม่ (CPF) ระหว่างปีงบประมาณ 2562 – 2565 อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อช่วยส่งเสริมประเทศไทยให้บรรลุแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) เน้นการปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อขจัดความยากจนและการเพิ่มความมั่งคั่งโดยรวมของสังคม

    เป้าหมายที่ครอบคลุมของกรอบความร่วมมือในการพัฒนาคือการช่วยให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านไปเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจก้าวหน้าเติบโตอย่างทั่วถึงและมีความยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์หลัก 6 ประการดังนี้

    • ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจผ่านการสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันและด้านนวัตกรรม
    • สร้างความเข้มแข็งให้สถาบันด้านงบประมาณการคลังและเศรษฐกิจ
    • เพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน
    • แก้ไขปัญหาเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการจัดการทรัพยากรน้ำ
    • ส่งเสริมคุณภาพการศึกษา
    • ช่วยเหลือกลุ่มคนที่อ่อนแอโดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งและเปราะบางในภาคใต้ของประเทศไทย

    โครงการของธนาคารโลกในประเทศไทยปัจจุบันประกอบด้วย กองทุนทรัสต์ และ Advisory Services and Analytics (ASA) และไม่มีการกู้ยืมในโครงการ ณ เดือนพฤษภาคม 2564 กองทุนทรัสต์มีมูลค่า 9.92 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยมีกิจกรรมสนับสนุนภาคสิ่งแวดล้อมและการสร้างสันติภาพในภาคใต้ของประเทศไทย สำหรับ 10 โครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ภายใต้ ASA ประกอบด้วยโครงการด้านการบริการให้คำปรึกษา 5 โครงการ ซึ่งครอบคลุมถึง การวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค พลาสติกทางทะเล การศึกษาการจัดการหนี้ การคุ้มครองทางสังคม การประเมินความยากจนและการรวมกลุ่ม

    ด้วยบุคลากรกว่า 190 คน ที่ทำงานร่วมกับภาครัฐและในชุมชนต่างๆ สำนักงานในประเทศไทยจึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางภูมิภาคที่สำคัญโดยสนับสนุนโครงการของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคของเรา เช่น เมียนมาร์สปป. ลาว กัมพูชา รวมถึง บังกลาเทศ เนปาล และศรีลังกาในภูมิภาคเอเชียใต้

  • ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2564

    ธนาคารโลกเป็นหุ้นส่วนกับประเทศไทยในการจัดการกับความท้าทายด้านการพัฒนาผ่านกองทุนเงินช่วยเหลือผ่านการทำงานร่วมกับองค์กร หน่วยงานคลังสมอง และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในท้องถิ่น

    ธนาคารโลกให้เงินจากกองทุนเงินช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนความพยายามในการสร้างสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งนับแต่ปี 2547 เป็นต้นมามีผู้คนกว่า 6,000 คนได้เสียชีวิตจากความขัดแย้งนี้  โครงการจากกองทุนเงินช่วยเหลือที่ดำเนินการไปแล้วใน 27 ชุมชนได้แสดงให้เห็นคุณค่าการพัฒนาชุมชน และการสร้างศักยภาพเพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจและปรับปรุงความสามารถของภาคประชาสังคมให้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส และยะลา

    นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับเงินจากกองทุนช่วยเหลือเพื่อช่วยอุตสาหกรรมไทยลดใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนซึ่งเป็นอันตรายต่อสภาวะโลกร้อนเป็นอย่างมาก โครงการลดละเลิกการใช้สารไฮโดรคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (HCFC) โครงการนี้ช่วยให้สถานประกอบการผลิตโฟมขนาดเล็กและขนาดกลางจำนวนกว่า 80 แห่งเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งมีผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมต่ำ ในปี 2563 นี้ประเทศไทยได้ลงนามในข้อตกลงเพื่อรับเงินช่วยเหลือมูลค่า 5 ล้านเหรียญสหรัฐกับธนาคารโลกเพื่อลดการใช้สารเคมีที่ทำลายชั้นบรรยากาศให้ได้ภายในปีพ.ศ.2566

    ประเทศไทยยังได้ร่วมกับกลุ่มธนาคารโลกดำเนินโครงการเตรียมความพร้อมด้านกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นภาคีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีกว่า 30 ประเทศทั่วโลกร่วมมือกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงาน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนหุ้นส่วนคาร์บอนป่าไม้เป็นจำนวน 3.6 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อบริหารและปกป้องผืนป่าของไทย

    ธนาคารโลกได้ให้การสนับสนุน สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ภายใต้สัญญาบริการให้คำปรึกษาเพื่อช่วย คปภ. สามารถประเมินตนเองในเรื่องการกำกับดูแล และให้คำแนะนำเพื่อให้การดำเนินงานของ คปภ. สอดคล้องกับมาตรฐานสากล  โครงการของคปภ. ที่ร่วมกับธนาคารโลกนี้ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้อุตสาหกรรมประกันภัยสามารถเติบโตและขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปกป้องคนไทยจากความเสี่ยงและสูญเสีย   นอกจากนี้ธนาคารโลกยังให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีที่ประเทศไทยจะสามารถปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจสำหรับภาคธุรกิจ SME ของไทยโดยการนำแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากลมาใช้กับบริบทของท้องถิ่นในช่วงห้าปีที่ผ่านมา ในช่วงสองปีแรกมีการปฏิรูปที่สำคัญที่ประสบความสำเร็จและปรับปรุงบริการสาธารณะเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ SME งานบริการให้คำปรึกษาอื่น ๆได้แก่ การปรับปรุงภาครถไฟของประเทศไทย และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายสาธารณะของภาคการศึกษา

    สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการต่างประเทศ ธนาคารโลก และยูนิเซฟร่วมกันจัดการประชุมระดับสูงอาเซียนว่าด้วยการพัฒนาทุนมนุษย์ เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2562 ซึ่งมีตัวแทนระดับสูงจากประเทศสมาชิกอาเซียนมาร่วมประชุมเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์และสร้างความร่วมมือระหว่างอาเซียนและองค์กรระหว่างประเทศ นอกจากนี้ธนาคารโลกได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการระดับภูมิภาคอาเซียนถึงสามครั้เพื่อรายงานแผนปฏิบัติการอาเซียนระดับภูมิภาคด้านปัญหาขยะพลาสติกในระบบนิเวศทางทะเลด้วยการเข้ามามีส่วนร่วมจากประเทศสมาชิกอาเซียน และ

    ธนาคารโลกจัดพิมพ์รายงานตามติดเศรษฐกิจไทยปีละ 2 ครั้งเพื่อทบทวนเรื่องพัฒนาการด้านเศรษฐกิจที่ผ่านมาและนำเสนอบทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นกลาง  รายงานนี้ให้คำเสนอแนะเรื่องนโยบายส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    นอกจากนี้ธนาคารโลกยังได้จัดพิมพ์งานวิเคราะห์วิจัยอื่นๆ อีก อาทิเช่น

Api


การกู้ยืม

ประเทศไทย: ภาระผูกพันตามปีงบประมาณ (ล้านดอลล่าร์)*

Error occured while processing. Please check after some time.
*จำนวนนี้รวมถึงภาระผูกพันของของประเทศกับธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาระหว่างประเทศ (IBRD) และสมาพันธ์การพัฒนาระหว่างประเทศ (IDA)

มัลติมีเดีย

Image
click
มัลติมีเดีย Arrow


แกลเลอรี่รูปถ่าย

ดูรูปอื่น ๆ Arrow

เรื่องเชิงลึก

70 ปีธนาคารโลกในประเทศไทย

จากการพัฒนาแบบเดิมไปสู่ความร่วมมือด้านความรู้และนวัตกรรม

กรอบความร่วมมือในการปฏิรูปประเทศไทย

กรอบความร่วมมือนี้จะสนับสนุนการปฏิรูปของประเทศไทยให้พัฒนาเป็นเศรษฐกิจที่มีส่วนร่วมและมีความยั่งยืนและพัฒนาด้านนวัตกรรม

การป้องกันชั้นบรรยากาศโอโซนและลดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ธนาคารโลกได้ร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2537 เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมต่างๆ ลดการใช้สารที่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน

การพัฒนาทุนมนุษย์ในภูมิภาคอาเซียน

เด็กที่เกิดในประเทศสมาชิกอาเซียนในวันนี้โดยเฉลี่ยแล้วคาดว่าจะมีโอกาสได้ใช้ศักยภาพของตนเองที่มีอยู่เพียงร้อยละ 59 เมื่อเทียบกับเด็กที่เกิดในประเทศที่มีการศึกษาและระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพสูง

ข้อมูลเพิ่มเติม

ติดต่อสำนักงานธนาคารโลกประจำประเทศ

สำนักงานประจำประเทศไทย
ชั้น 30 อาคารสยามเทาเวอร์
989 ถนนพระราม 1
ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
02-686-8300
thailand@worldbank.org
สำนักงานใหญ่
1818 ถนนเอชเอ็นดับเบิลยู กรุงวอชิงตัน ดึซี 20433
+1-202-473-4709
eapnews@worldbank.org