publication

จากควบคุมการระบาดสู่การฟื้นฟู: รายงานอัพเดทด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกประจำ เดือนตุลาคม 2563 โดยธนาคารโลก



Developing East Asia and the Pacific region has been hit with a triple shock: the COVID-19 pandemic, the economic impact of shutdowns, and the ensuing global recession. What do countries in East Asia and the Pacific need to do in order to move from containment to recovery? Learn more: worldbank.org/eapupdate

World Bank Group


ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็ม | ดาวน์โหลดภาพรวม

คำแนะนำที่สำคัญ

ทางเลือกในการดาเนินนโยบายการควบคุมโรคและการเยียวยาในปัจจุบันนี้จะเป็นตัวบ่งบอกว่านโยบายดังกล่าวนั้นจะมีผลกระทบต่อการฟื้นตัวและการเติบโตในวันข้างหน้าอย่างไร รัฐบาลเผชิญกับความยากลาบากในการต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ค่าใช้จ่ายมหาศาลในการเยียวยา หรือการกระตุ้นเชิงสนับสนุนการบริโภคอาจทาให้รัฐบาลเป็นหนี้และเกิดความไม่พร้อมในการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีผลต่อการเติบโต และวิธีที่รัฐบาลกระจายภาระหนี้สาธารณะไปยังประชาชนแต่ละรายตลอดช่วงที่ผ่านมาผ่านการเก็บภาษีทางอ้อม ภาษีเงินได้และภาษีกาไร เงินเฟ้อ หรือความกดดันทางด้านการเงินจะเป็นสิ่งสาคัญต่อทั้งการเติบโตและการกระจายรายได้ วิกฤตการณ์ได้แสดงให้เราเห็นว่าการมีมุมมองเชิงพลวัตรอาจช่วยให้รัฐบาลในภูมิภาค EAP สามารถตัดสินใจเลือกดาเนินนโยบายในปัจจุบันที่ช่วยลดการเกิดสถานการณ์ที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งในวันข้างหน้าได้ใน 7 ด้านด้วยกัน

  • การสร้างขีดความสามารถเพื่อการควบคุมอย่างชาญฉลาด - ประกอบไปด้วยการตรวจคัดกรอง การติดตาม และการแยกกักตัว จะช่วยควบคุมการแพร่ระบาดของโรคด้วยมาตรการที่ตรงเป้ามากกว่าและก่อให้เกิดการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจที่น้อยกว่า ในขณะเดียวกันการให้ความร่วมมือระหว่างประเทศที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาวัคซีนและการเตรียมการเพื่อแจกจ่ายวัคซีนอย่างมีประสิทธิภาพและยุติธรรมจะสร้างเสถียรภาพทางสังคมและช่วยในการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
  • การริเริ่มการปฏิรูปทางการคลังอาจทาให้เกิดการใช้จ่ายเพื่อการเยียวยาที่เพิ่มขึ้นโดยไม่กระทบกับการลงทุนของภาครัฐ มีการคาดการณ์การขาดดุลงบประมาณอย่างมหาศาลในกลุ่มประเทศ EAP ซึ่งจะทาให้หนี้ของรัฐบาลเพิ่มขึ้นร้อยละ 7 จุดของ GDP ในปี 2563 หนี้เอกชนที่สูงและดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ทาให้การคลังของรัฐบาลมีความเสี่ยงทางอ้อมที่เพิ่มขึ้น การขยายฐานภาษีด้วยวิธีการจัดเก็บภาษีของรายได้และผลกาไรในอัตราก้าวหน้าและการใช้จ่ายที่น้อยลงในเรื่องการให้เงินอุดหนุนพลังงานแบบถดถอย ซึ่งในบางกรณีอาจจะมากกว่าร้อยละ 2 ของ GDP จะทาให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจเป็นไปได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืนมากขึ้น
  • รัฐบาลของกลุ่มประเทศ EAP จะต้องรักษาชื่อเสียงที่ได้มาอย่างยากลาบากในการกากับดูแลเสถียรภาพทางการคลังเมื่อต้องเผชิญกับความต้องการทางการคลังที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่ารัฐบาลของกลุ่มประเทศ EAP จะจัดหาเงินทุนมหาศาลเพื่อชดเชยการขาดดุลผ่านการกู้ยืมเงินภายในประเทศ บางประเทศยังโน้มน้าวให้ธนาคารกลางซื้อพันธบัตรรัฐบาล การพึ่งพาระบบของธนาคารที่มากเกินไปเหมือนกับเป็นท่อน้าเลี้ยงในการขยายการช่วยเหลืออาจทาให้เกิดความเสี่ยงได้ ในขณะที่นโยบายเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่จาเป็นในปัจจุบัน การให้คามั่นสัญญาที่เชื่อถือได้ต่อความโปร่งใสและการฟื้นฟูวินัยทางการคลังแต่เนิ่น ๆ จะสามารถช่วยบรรเทาความเสี่ยงของความไม่มั่นคงทางการคลังได้
  • การคุ้มครองทางสังคมมีสามบทบาท: กล่าวคือบทบาทในการบรรเทาผลกระทบของวิกฤตที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน บทบาทในการช่วยเหลือพนักงานให้กลับเข้าสู่ตลาดแรงงานเมื่อประเทศฟื้นตัว และบทบาทในการป้องกันความเสียหายในระยะยาวที่จะเกิดขึ้นกับทุนมนุษย์ การขยายการคุ้มครองทางสังคมให้ครอบคลุมคนยากจนรายเก่าและรายใหม่ผสมกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะทาให้มั่นใจว่าความช่วยเหลือดังกล่าวนั้นได้ส่งถึงประชาชนเมื่อมีความต้องการ
  • ยุทธศาสตร์ที่คิดค้นขึ้นมาใหม่สาหรับระบบโรงเรียนมาตรฐานคุณภาพเพื่อคุ้มครองนักเรียน เจ้าหน้าที่ ครู และครอบครัว อาธิเช่น ระเบียบการที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย การเว้นระยะห่างทางสังคม การลงทะเบียนใหม่ของนักเรียน อาจช่วยในการป้องกันการสูญเสียทุนมนุษย์ในระยะยาวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนจน
  • การให้ความช่วยเหลือแก่ธุรกิจ จาเป็นต้องป้องกันไม่ให้เกิดการล้มละลายและการว่างงาน การให้ความช่วยเหลือนั้นจะต้องอยู่บนพื้นฐานของหลักเกณฑ์ที่ยุติธรรมให้ได้มากที่สุดและไม่เพียงแค่พิจารณาผลการดาเนินงานในอดีต หรือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ต้องพิจารณาถึงศักยภาพที่จะประสบความสาเร็จในอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงการช่วยเหลือที่ล่าช้ามากเกินไป รัฐบาลสามารถกระทาการยุติความล่าช้าดังกล่าวได้โดยการเชื่อมโยงกับดัชนีการฟื้นตัวของเศรษฐกิจมหภาคที่เห็นได้ชัดเจน
  • ประเทศในกลุ่ม EAP จาเป็นต้องมีการปฏิรูปทางการค้าอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคการบริการที่ยังได้รับการปกป้องอยู่ เช่น ภาคการเงิน การขนส่ง และการสื่อสาร เพื่อเพิ่มผลิตภาพให้แก่ธุรกิจ ป้องกันไม่ให้เกิดแรงกดดันเพื่อปกป้องภาคธุรกิจอื่น ๆ และเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากรในการสร้างความได้เปรียบที่มีต่อโอกาสทางดิจิทัลซึ่งเกิดขึ้นในอัตราเร่งเมื่อเกิดโรคระบาดฉุกเฉิน

ประเด็นหลัก

โรคระบาดโควิด-19 ส่งผลให้เกิดความตื่นตระหนกใน 3 ด้านต่อประเทศกาลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก (EAP) ซึ่งประกอบไปด้วย ตัวของโรคระบาดเอง ผบกระทบทางด้านเศรษฐกิจจากมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาด และการตกต่าของเศรษฐกิจทั่วโลกที่ยาวนาน

ภูมิภาค EAP ซึ่งเป็นแหล่งกาเนิดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ณ วันนี้ ได้รับความทุกข์ทรมานจากเชื้อโรคน้อยกว่าภูมิภาคอื่นของโลก ประเทศที่สามารถควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโรคนี้ได้จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ ใช้วิธีผสมผสานในการออกข้อบังคับการเดินทางอย่างเข้มงวด มีกลยุทธ์ในการตรวจคัดกรองโรคอย่างกว้างขวาง และมีโปรแกรมการให้ข้อมูลเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีพฤติกรรมแบบป้องกันไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม โรคระบาดและความพยายามในการควบคุมการแพร่ระบาดได้นาไปสู่การลดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสาคัญ ผลลัพธ์ของประเทศขึ้นอยู่กับการควบคุมการแพร่ระบาดของประเทศนั้นๆ ว่าสามารถทาได้อย่างมีประสิทธิภาพแค่ไหนและประเทศได้รับผลกระทบมากแค่ไหนจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญภายนอก ในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ จีนมีผลผลิตที่หดตัวลงร้อยละ 1.8 และในประเทศอื่นๆ ของภูมิภาคนี้หดตัวลงร้อยละ 4 โดยเฉลี่ย

การควบคุมการแพร่ระบาดที่ประสบความสาเร็จในบางประเทศนาไปสู่การฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศแต่เศรษฐกิจของภูมิภาคนี้ยังต้องพึ่งพาประเทศอื่นๆ ในโลกนี้อย่างมาก เราจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวทางการค้าเนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจของทั่วโลกนั้นเริ่มที่จะกลับมา แต่ดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้นยังไม่สามารถฟื้นตัวได้ในเร็ววัน แม้ว่าเงินทุนระยะสั้นได้ไหลกลับเข้าสู่ภูมิภาคแล้ว แต่ความไม่แน่นอนที่มีอยู่ทั่วโลกนั้นยังคงสกัดกั้นการลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ความสามารถของรัฐบาลในการกระตุ้นเศรษฐกิจนั้นมีข้อจากัดเนื่องจากความตึงเครียดทางการคลัง

มีการคาดการณ์ว่าภูมิภาคนี้จะเติบโตขึ้นร้อยละ 0.9 ในปี 2563 ซึ่งนับว่าเป็นอัตราการเติบโตที่ต่าที่สุดตั้งแต่ปี 2510 ในขณะที่มีการคาดการณ์ว่าจีนจะเติบโตขึ้นร้อยละ 2.0 ในปี 2563 เพราะว่าจีนสามารถควบคุมการติดเชื้อใหม่ได้ในอัตราที่ต่าตั้งแต่เดือนมีนาคมและเนื่องจากมีการเพิ่มการลงทุนของภาครัฐนับตั้งแต่นั้นมา สาหรับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค EAP มีการคาดการณ์ไว้ว่าเศรษฐกิจจะหดตัวลงโดยเฉลี่ยร้อยละ 3.5

โอกาสสาหรับภูมิภาคนี้จะสดใสมากขึ้นในปี 2564 ด้วยการคาดการณ์การเติบโตของจีนอยู่ที่ร้อยละ 7.9 และร้อยละ 5.1 ในประเทศอื่น ๆ ของภูมิภาคนี้ โดยอ้างอิงจากสมมติฐานของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เป็นปกติในประเทศที่สาคัญของภูมิภาคนี้ซึ่งเชื่อมโยงกับความเป็นไปได้ในการมีวัคซีน อย่างไรก็ตาม ในอีก 2 ปีข้างหน้า มีการคาดการณ์ผลผลิตไว้ว่าจะยังคงต่ากว่าการคาดการณ์ในช่วงก่อนเกิดโรคระบาด แนวโน้มทางเศรษฐกิจจะแย่มากโดยเฉพาะอย่างยิ่งสาหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบในหมู่เกาะแปซิฟิก ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าตลอดปี 2564 ผลผลิตจะยังคงต่ากว่าระดับช่วงก่อนเกิดเหตุวิกฤตอยู่ร้อยละ 10 โดยประมาณ

เหตุการณ์สะเทือนขวัญโควิด-19 ไม่เพียงทาให้ประชาชนตกอยู่ในความยากจน แต่ยังสร้างชนชั้นที่เรียกว่า “คนจนกลุ่มใหม่” ขึ้นมา ประชาชนต้องตกอยู่ในความยากจนเพิ่มขึ้นถึง 38 ล้านคนในปี 2563 รวมถึงอีก 33 ล้านคนที่อาจหลุดพ้นจากความยากจนได้หากไม่เกิดเหตุการณ์โรคระบาดและอีก 5 ล้านคนที่ต้องกลับไปอยู่ในความยากจน -ใช้เส้นแบ่งความยากจนที่อัตรา 5.50 ดอลลาร์ต่อวัน (ความเสมอภาคของอานาจซื้อ (PPP) 2554)

ผลกระทบของโรคระบาดที่มีต่อการจ้างงานและรายได้นั้นใหญ่หลวงและแผ่ขยายออกไปในวงกว้าง บางประเทศใน EAP มียอดขายของธุรกิจต่ากว่าเดิมร้อยละ 38-58 ในเดือนเมษายน หรือพฤษภาคม 2563 เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนเดียวกันในปีก่อนหน้า ธุรกิจขนาดใหญ่ดูเหมือนว่าจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก เนื่องด้วย SME นั้นมีความเปราะบางต่อวิกฤตที่มากกว่าและมีความสามารถในการปรับตัวที่น้อยกว่าเมื่อจาเป็นต้องดาเนินธุรกิจในรูปแบบดิจิทัล ทั้งพนักงานที่รับค่าจ้างและผู้ที่ทางานอยู่ในธุรกิจครอบครัวจาต้องเผชิญกับรายได้ส่วนใหญ่ที่ลดลง

รัฐบาลของประเทศต่างๆ ในภูมิภาค EAP ได้กาหนดให้มีการใช้เกือบร้อยละ 5 ของ GDP โดยเฉลี่ย เพื่อปรับปรุงระบบสาธารณสุข ช่วยเหลือครัวเรือนเพื่อให้เกิดการบริโภคอย่างต่อเนื่อง และช่วยธุรกิจให้รอดพ้นจากการล้มละลาย อย่างไรก็ตามหลายประเทศพบว่ามันเป็นสิ่งที่ยากในการขยายโครงการการคุ้มครองทางสังคมที่มีอยู่อย่างจากัด เนื่องจากก่อนหน้านี้ ประเทศเหล่านี้ใช้จ่ายน้อยกว่าร้อยละ 1 ของ GDP ถึงแม้ว่าจะมีการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น รายงานยังพบว่าในบางประเทศ การให้ความช่วยเหลือนั้นเข้าถึงครัวเรือนที่มีรายได้ลดลงได้น้อยกว่าหนึ่งในสี่ และมีธุรกิจเพียงร้อยละ 10-20 ที่รายงานว่าได้รับความช่วยเหลือนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์โรคระบาด

ตามบทวิเคราะห์ในรายงาน การปิดโรงเรียนอันเนื่องจากโควิด-19 ส่งผลให้เกิดการสูญเสียค่าเฉลี่ยของการศึกษาที่มีคุณภาพถึง 0.7 ปีของโรงเรียนในกลุ่มประเทศ EAP จากผลดังกล่าวทาให้โดยเฉลี่ยแล้วนักเรียนที่อยู่ในภูมิภาคนี้อาจต้องเผชิญกับการลดลงของรายได้ที่คาดหวังร้อยละ 4 ในทุกๆ ปี ของชีวิตการทางาน

สถานการณ์โควิด-19 จะส่งผลกระทบในระยะยาวต่อการเติบโตอย่างทั่วถึงโดยสร้างความเสียหายต่อการลงทุน ทุนมนุษย์ และผลิตภาพ การเป็นหนี้สินของภาครัฐและภาคเอกชน พร้อมกับงบดุลของธนาคารที่ย่าแย่ และความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น น่าจะเป็นสิ่งที่ขัดขวางการลงทุนและก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ การเจ็บป่วย การว่างงาน และการปิดโรงเรียนอาจนาไปสู่การด้อยสภาพของต้นทุนมนุษย์ และการสูญเสียรายได้ที่อาจจะเกิดขึ้นเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน การปิดตัวลงของธุรกิจและการหยุดชะงักในความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับบริษัทอาจทาให้เกิดการสูญเสียผลิตภาพอันเนื่องมาจากการสูญเสียสินทรัพย์ที่มีคุณค่าแต่จับต้องไม่ได้ไป การหยุดชะงักของการค้าและห่วงโซ่มูลค่าโลกอาจส่งผลเสียต่อผลิตภาพโดยนาไปสู่การจัดสรรที่ด้อยประสิทธิภาพของทรัพยากรทั่วทั้งภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจและการใช้เทคโนโลยีที่น้อยลง

หากไม่ได้รับการเยียวยา ผลที่ตามมาของโรคระบาดในทศวรรษหน้าอาจทาให้การเติบโตของภูมิภาคลดลงร้อยละ 1 จุดต่อปี คนจนจะไม่ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงเนื่องจากการเข้าถึงบริการของโรงพยาบาล โรงเรียน งาน และการเงินนั้นอยู่ในระดับที่ย่าแย่