ภาพรวม

  • ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด เดือน เมษายน พ.ศ. 2562

    ตลอดสี่ทศวรรษที่ผ่านมา  ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัดและได้รับการยกระดับจากประเทศรายได้ต่ำเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงในช่วงเวลาน้อยกว่าหนึ่งช่วงอายุคน  ด้วยเหตุนี้ ประเทศไทยจึงถูกนำไปอ้างอิงถึงความสำเร็จด้านการพัฒนาไปทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง รวมถึงการลดความยากจนได้อย่างรวดเร็วในช่วงยุค 80 (พ.ศ. 2523-2533)

    ในช่วงปีพ.ศ. 2529 - 2539 ซึ่งเป็นยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู  เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7.5 ต่อปี  ต่อมาในช่วงปีพ.ศ. 2542 - 2548 หลังวิกฤติเศรษฐกิจเอเชีย  เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี  ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ได้สร้างงานหลายล้านตำแหน่งและช่วยให้คนหลายล้านคนได้หลุดพ้นจากความยากจน  นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาสวัสดิการของภาครัฐในด้านต่าง ๆ ให้ดีขึ้นอย่างน่าประทับใจ  เด็กนักเรียนที่สามารถเรียนต่อในระดับชั้นสูงขึ้นมีจำนวนเพิ่มขึ้น  ระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุมประชาชนทุกคนอย่างชัดเจน  ในขณะที่ระบบคุ้มครองทางสังคมอื่น ๆ ได้ขยายบริการให้ประชาชนเพิ่มขึ้น  หลังจากนั้น เศรษฐกิจไทยชะลอการเติบโตในระหว่างปีพ.ศ. 2538 - 2548 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 3.5  และมีบางช่วงที่เติบโตเพียงร้อยละ 2.3 ระหว่างปีพ.ศ. 2557 - 2559  ปัจจุบันประเทศไทยได้กลับมาสู่เส้นทางการเติบโตอีกครั้ง  เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงสุดในรอบ 6 ปีที่ร้อยละ 4.1 เมื่อปีพ.ศ. 2561 แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากภายนอกในเรื่องการค้าและการท่องเที่ยว

    ความยากจนลดลงอย่างมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จากร้อยละ 67 เมื่อ พ.ศ. 2529 เหลือเพียงร้อยละ 7.8 ในปีพ.ศ. 2560  (วัดจากเส้นความยากจนของประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงที่มีรายได้เฉลี่ย 5.5 เหรียญสหรัฐต่อวัน) ยุคนั้น เป็นช่วงเวลาที่เศรษฐกิจเติบโตในระดับสูงและผลผลิตทางการเกษตรก็มีราคาสูง  อย่างไรก็ดี ในช่วงเวลาไม่นานมานี้ ความก้าวหน้าในเรื่องการลดความยากจนและความเหลื่อมล้ำลดลง ซึ่งมาจากปัจจัยหลัก คือราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและการขึ้นค่าแรงที่ช้ากว่าคาดการณ์  เรื่องนี้ส่งผลให้การใช้จ่ายของภาครัวเรือนในกลุ่มที่ยากจนลดลง และส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำลดลงในระดับต่ำ   ปีพ.ศ. 2556 พบว่าคนยากจนร้อยละ 80 ซึ่งเป็นจำนวนประมาณ 7,100,000 คนอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท  นอกจากกลุ่มนี้แล้ว  ประชากรอีกว่า 6,700,000 คนมีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจนของประเทศเพียงร้อยละ 20 ซึ่งจัดว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะกลับไปเป็นคนยากจนอีกได้

    แม้ว่าในช่วงปีพ.ศ. 2558 - 2560  สภาวะความยากจนและความเหลื่อมล้ำยังไม่มีพัฒนาการอย่างเห็นได้ชัด  ตัวชี้วัดด้านบวกที่อาจเป็นสัญญาณว่าความยากจนจะมีพัฒนาการดีขึ้นได้เกิดขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2561 จากการที่อัตราการจ้างงานเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในภาคการเกษตร หลังจากที่ลดลงไปสี่ปี ในขณะที่อัตราการว่างงานก็ลดลงต่ำสุดในรอบแปดไตรมาส

    สำหรับประเทศไทย ความท้าทายที่สำคัญ คือความเหลื่ยมล้ำทางการศึกษา ซึ่งพื้นที่ยากจนกว่าได้รับบริการด้านการศึกษาต่ำกว่าที่ควรจะได้รับ  โรงเรียนขนาดเล็กที่มีทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และวัสดุอุปกรณ์ด้านการศึกษาน้อยกว่าที่ควรจะมีมักตั้งอยู่ในภูมิภาคที่ยากจนกว่าของประเทศ  เด็กไทยที่เกิดวันนี้คาดว่าจะได้รับการศึกษาในโรงเรียนจนถึงอายุ 18 ปีรวมเป็นเวลา 12.4 ปี  แต่อย่างไรก็ดี การศึกษาเรียนรู้ที่เด็กกลุ่มนี้ได้รับเทียบเท่ากับเวลาเพียงแค่ 8.6 ปีในโรงเรียน โดยมีช่องว่างทางการเรียนรู้อีก 3.8 ปี

    ประเทศไทยได้วางเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) เพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วซึ่งต้องผ่านการปฏิรูปหลายด้าน  การปฏิรูปนี้ให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทุนมนุษย์ โอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ขีดความสามารถในการแข่งขัน และระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ  การปฏิรูปที่ได้เริ่มดำเนินการแล้วได้แก่ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาดำเนินการหลายปี การปรับปรุงระบบรถไฟรางคู่ การปฏิรูปด้านกฏระเบียบข้อบังคับเพื่อปรับปรุงความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจ การถ่ายโอนการกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจไปอยู่ภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทย การอนุมัติภาษีมรดกและภาษีอสังหาริมทรัพย์ในอัตราก้าวหน้า และการเปิดตัวกองทุนการออมแห่งชาติซึ่งมาแทนที่โครงข่ายคุ้มครองทางสังคมของแรงงานนอกระบบที่ยกเลิกไป

    ในอนาคต  การปฏิรูปประเทศจะสามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน มีคุณภาพ และมีการนำไปใช้ดำเนินการได้ดีนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้ความพยายามในการปฏิรูปส่งผลให้เกิดความสำเร็จทางเศรษฐกิจตามที่มุ่งหวังไว้ให้ได้  นอกจากนี้ การปฏิรูปอย่างต่อเนื่องในเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขัน การปรับปรุงประสิทธิผลของภาครัฐ รวมถึงการปรับปรุงการศึกษา และทักษะล้วนเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวข้ามจากสถานะประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง

  • ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด เดือน เมษายน พ.ศ. 2562

    ปีพ.ศ. 2562 นี้นับเป็นจุดเริ่มความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มธนาคารโลกผ่านกรอบความร่วมมือเพื่อการพัฒนาประเทศ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2562-2565 (กรกฎาคม พ.ศ. 2561-มิถุนายน พ.ศ. 2566) ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารธนาคารโลกเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561  อีกทั้งยังเป็นปีที่ธนาคารโลกจะได้ฉลองครบรอบ 70 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกลุ่มธนาคารโลก  นับตั้งแต่เข้าเป็นสมาชิกลำดับที่ 47 ของธนาคารโลกเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2492 เป็นต้นมา ราชอาณาจักรไทยและกลุ่มธนาคารโลกได้สร้างสัมพันธภาพที่เข็มแข็งและมีผลงานร่วมกันเป็นที่ประจักษ์  ความร่วมมือนี้ได้เปลี่ยนผ่านจากการกู้เงินและการให้บริการวิเคราะห์วิจัยในรูปแบบเดิมไปสู่ความร่วมมือแบบฐานความรู้โดยใช้นวัตกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานภาพของประเทศไทยในการเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางที่มีพลวัตร

    กรอบความร่วมมือฯ นี้มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ใช้นวัตกรรม มีการเติบโตแบบมีส่วนร่วม และมีความยั่งยืน โดยมีวัตถุประสงค์หลักหกประการ ได้แก่

    • การปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจผ่านการส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและนวัตกรรม
    • การสร้างความเข้มแข็งให้แก่สถาบันด้านการคลังและเศรษฐกิจ
    • การช่วยให้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมีคุณภาพ
    • การจัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ
    • การส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพ
    • การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของกลุ่มคนที่เปราะบาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในพื้นที่ขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย

    กรอบความร่วมมือฯ นี้มีแนวทางสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2561 - 2580) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ของรัฐบาลไทย  ในการจัดทำกรอบความร่วมมือฯ นี้ กลุ่มธนาคารโลกได้มีการจัดประชุมปรึกษาหารือร่วมกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั่วประเทศไทยโดยได้มีการแจ้งวัตถุประสงค์และลำดับความสำคัญในการพัฒนาของกรอบความร่วมมือฯ นี้แก่ผู้เข้าร่วมงาน

    ปัจจุบัน  โครงการของธนาคารโลกในประเทศไทยได้แก่ กองทุนเงินช่วยเหลือ และการให้บริการวิเคราะห์วิจัย  เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับเงินจากกองทุนช่วยเหลือเป็นจำนวน 29.42 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนงานด้านสิ่งแวดล้อมและการสร้างสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  นอกจากนี้ ยังมีงานวิเคราะห์วิจัยอีก 12 โครงการซึ่งในจำนวนนี้เป็นโครงการสัญญาบริการให้คำปรึกษา 5 โครงการ มีมูลค่ารวมกัน 1.32 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อสนับสนุนด้านเทคนิคในเรื่องการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค ความเสมอภาคทางเพศ การพัฒนาภาคการเงิน และการเติบโตแบบมีส่วนร่วม

    เมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2561 ประเทศไทยซึ่งจะได้รับตำแหน่งประธานอาเซียนประจำปีพ.ศ. 2562 นั้นได้ขอความช่วยเหลือทางเทคนิคจากกลุ่มธนาคารโลกในเรื่อง ขยะทะเล ทุนมนุษย์ และโภชนาการ รวมถึงการเชื่อมต่อในภูมิภาค

    บรรษัทการเงินระหว่างประเทศเป็นหน่วยงานภายใต้กลุ่มธนาคารโลกที่ให้การสนับสนุนแก่ภาคเอกชน  การมีส่วนร่วมของบรรษัทการเงินระหว่างประเทศกับประเทศสมาชิกนั้น จะเน้นห้าเรื่องสำคัญภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ 3.0  ได้แก่ (ก) โครงสร้างพื้นฐาน โดยเน้นเรื่องการลงทุนจากภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนมากขึ้น (ข) นวัตกรรมที่จะช่วยเร่งให้บริการบรอดแบนด์ที่มีความเสถียรและผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่คนทั่วไปสามารถเข้าถึงในราคาที่จ่ายได้ (ค) การเติบโตสีเขียว โดยการสร้างเทคโนโลยีระดับสูงและเพิ่มกองทุนด้านสภาพภูมิอากาศเพื่อช่วยให้ประเทศไทยสร้างการเติบโตในรูปแบบที่ยืดหยุ่น (ง) การพัฒนาระหว่างประเทศที่มีความยั่งยืน (จ) การสร้างความเข้มแข็งให้กับสภาพแวดล้อมในการประกอบธุรกิจ ซึ่งจะช่วยระดมกองทุนเงินจากภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยให้เกิดการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

  • ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด เดือน เมษายน พ.ศ. 2562

    ธนาคารโลกเป็นหุ้นส่วนกับประเทศไทยในการจัดการกับความท้าทายที่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชนโดยสนับสนุนกองทุนเงินช่วยเหลือผ่านการทำงานร่วมกับองค์กร หน่วยงานคลังสมอง และสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในท้องถิ่น

    ธนาคารโลกให้เงินจากกองทุนเงินช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนความพยายามในการสร้างสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้  ซึ่งนับแต่ปีพ.ศ. 2547 เป็นต้นมามีผู้คนกว่า 6,000 คนได้เสียชีวิตจากความขัดแย้งนี้  โครงการจากกองทุนเงินช่วยเหลือที่ดำเนินการไปแล้วใน 27 ชุมชนได้แสดงให้เห็นคุณค่าการพัฒนาชุมชน และการสร้างศักยภาพเพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจและปรับปรุงความสามารถของภาคประชาสังคมให้เข้ามามีส่วนร่วมกับภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อันได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส และยะลา

    นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งโครงการที่ได้รับเงินจากกองทุนช่วยเหลือเพื่อช่วยอุตสาหกรรมไทยลดใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนซึ่งเป็นอันตรายต่อสภาวะโลกร้อนเป็นอย่างมาก เช่น โครงการลดละเลิกการใช้สารไฮโดรคลอโรฟลูโอโรคาร์บอน (HCFC) ซึ่งได้ดำเนินการเสร็จสิ้นไปเมื่อปลายปี พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา โครงการนี้ช่วยให้สถานประกอบการผลิตโฟมขนาดเล็กและขนาดกลางกว่า 80 แห่งเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีในการผลิตที่ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศโอโซนและใช้สารที่มีผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนต่ำ

    ประเทศไทยยังได้ร่วมกับกลุ่มธนาคารโลกดำเนินโครงการเตรียมความพร้อมด้านกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นภาคีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีกว่า 30 ประเทศทั่วโลกร่วมมือกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงาน นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนหุ้นส่วนคาร์บอนป่าไม้เป็นจำนวน 3.6 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อบริหารและปกป้องผืนป่าของไทย


    ธนาคารโลกได้ให้การสนับสนุนสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ภายใต้สัญญาบริการให้คำปรึกษาเพื่อช่วย คปภ. สามารถประเมินตนเองในเรื่องการกำกับดูแล และให้คำแนะนำเพื่อให้การดำเนินงานของ คปภ. สอดคล้องกับมาตรฐานสากล  โครงการของคปภ. ที่ร่วมกับธนาคารโลกนี้ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้อุตสาหกรรมประกันภัยสามารถเติบโตและขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และปกป้องคนไทยจากความเสี่ยงและสูญเสีย   ธนาคารโลกได้ดำเนินโครงการต่าง ๆ ภายใต้สัญญาบริการให้คำปรึกษาเสร็จสิ้นไปแล้วอีก 2 โครงการ ได้แก่ การปรับปรุงภาคระบบรางของไทย  การให้คำปรึกษาเพื่อปฏิรูปการดำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจของประเทศไทย และการปรับปรุงการใช้จ่ายเงินภาครัฐด้านการศึกษา

    ในด้านการเป็นหุ้นส่วนด้านความรู้นั้น  ธนาคารโลกจัดพิมพ์รายงานตามติดเศรษฐกิจไทยปีละ 2 ครั้งเพื่อทบทวนพัฒนาการด้านเศรษฐกิจที่ผ่านมาและนำเสนอบทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในระยะสั้นและระยะกลางอย่างเป็นกลาง  รายงานนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกในเรื่องนโยบายส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจ อาทิ การพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม  นอกจากนี้ยังได้จัดพิมพ์งานวิเคราะห์วิจัยอื่น ๆ อาทิ กลับสู่เส้นทาง: ฟื้นฟูการเติบโตและประกันความมั่งคั่งสำหรับทุกคนซึ่งประเมินความท้าทายที่กดดันและโอกาสในการยุติความยากจนและกระตุ้นการกระจายความมั่งคั่งแก่คนไทยทุกคน  นอกจากนี้ยังมี รายงานเรื่อง การศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับประชาชนทุกคน ซึ่งเน้นย้ำเรื่องการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาจะช่วยเพิ่มทักษะและผลิตภาพให้แรงงานได้อย่างไร รวมถึงรายงานเรื่อง การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของกลุ่ม LGBTI ในประเทศไทย

Api


การกู้ยืม

ประเทศไทย: ภาระผูกพันตามปีงบประมาณ (ล้านดอลล่าร์)*

*จำนวนนี้รวมถึงภาระผูกพันของของประเทศกับธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาระหว่างประเทศ (IBRD) และสมาพันธ์การพัฒนาระหว่างประเทศ (IDA)



แกลเลอรี่รูปถ่าย

ดูรูปอื่น ๆ Arrow

เรื่องเชิงลึก

image

การระดมสมองเพื่อหาแนวทางสร้างสรรค์สำหรับการปกป้องโอโซนในประเทศไทย

ผู้เข้าร่วมการระดมสมองเชิงนโยบายเป็นเวลา 24 ชั่วโมงเพื่อตกผลึกความคิดใหม่และพัฒนานโยบายภาครัฐจากประชาชนเพื่อปกป้องชั้นบรรยากาศโอโซน

image

การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของ LGBTI

ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นผู้นำในเรื่องการมีส่วนร่วมของกลุ่มเลสเบี้ยน เกย์ ไบเซ็กชวล คนข้ามเพศ และคนเพศกำกวม (LGBTI)

image

ข้าวแกงช่วยสร้างสันติภาพ

ในพื้นที่ขัดแย้งสามจังหวัดชายแดนใต้ กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนช่วยให้ชาวบ้านได้รวมตัวและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ

image

ปิดช่องว่างการเข้าถึงบริการทางสุขภาพของผู้สูงอายุ

จำนวนผู้สูงอายุที่เข้าใช้บริการทางสุขภาพลดลงอย่างมาก มาตรการต่างๆ ที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางจะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการได้

ข้อมูลเพิ่มเติม

ติดต่อสำนักงานธนาคารโลกประจำประเทศ

สำนักงานประจำประเทศไทย
ชั้น 30 อาคารสยามเทาเวอร์
989 ถนนพระราม 1
ปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
02-686-8300
bsangarun@worldbank.org
สำนักงานใหญ่
1818 ถนนเอชเอ็นดับเบิลยู กรุงวอชิงตัน ดึซี 20433
+1-202-473-4709
eastasiapacific@worldbank.org