ภาพรวม

ปรับเนื้อหาล่าสุดเมื่อกันยายน 2559

ประเทศไทยถูกจัดเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางขั้นสูงตั้งแต่พ.ศ. 2554 โดยมีความก้าวหน้าในการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจอย่างเห็นได้ชัดตลอดระยะเวลากว่า 4 ทศวรรษที่ผ่านมา และยังได้รับการยกระดับจากประเทศรายได้น้อยเป็นประเทศรายได้ปานกลางขั้นสูงในเวลาน้อยกว่าหนึ่งช่วงอายุคน  ด้วยเหตุนี้ประเทศไทยจึงถูกนำไปอ้างอิงถึงความสำเร็จด้านการพัฒนาไปทั่วโลก โดยเฉพาะเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง รวมถึงการลดความยากจนได้อย่างรวดเร็วในช่วงยุค 80 (พ.ศ. 2523-2533) อย่างไรก็ตาม การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยได้ชะลอตัวลงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.5 ต่อปี ระหว่างปีพ.ศ.2549-2558 รัฐบาลไทยจึงมุ่งมั่นดำเนินโครงการปฏิรูปประเทศเพื่อให้ไทยก้าวสู่หนทางการเป็นประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว และบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศที่มีรายได้สูง

ในช่วงปีพ.ศ. 2529-2539 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ซึ่งเป็นยุคเศรษฐกิจเฟื่องฟู และต่อมาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียระหว่างปีพ.ศ. 2542-2548 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 5 ต่อปี ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวนี้ ได้สร้างงานหลายล้านตำแหน่งและช่วยให้คนหลายล้านคนได้หลุดพ้นจากความยากจน  นอกจากนี้ยังช่วยพัฒนาสวัสดิการของภาครัฐในด้านต่างๆ ให้ดีขึ้นอย่างน่าประทับใจ เด็กนักเรียนสามารถเรียนต่อในระดับชั้นที่สูงขึ้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ระบบประกันสุขภาพที่ครอบคลุมประชาชนทุกคนอย่างชัดเจน ในขณะที่ระบบคุ้มครองทางสังคมอื่นๆ ก็มีการขยายบริการให้ประชาชนเพิ่มมากขึ้น

ความยากจนลดลงอย่างมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา จากร้อยละ 67 เมื่อปีพ.ศ. 2529 เหลือเพียงร้อยละ 11 ในปีพ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นยุคที่เศรษฐกิจเติบโตและผลผลิตทางการเกษตรมีราคาสูง อย่างไรก็ตาม ความยากจนและความเหลื่อมล้ำยังคงเป็นความท้าทายที่สำคัญของกลุ่มประชากรที่มีเปราะบางซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และภัยแล้งซ้ำซาก ความยากจนในไทยส่วนใหญ่เกิดขึ้นในชนบท  โดยปีพ.ศ. 2556 ร้อยละ 80 ของคนยากจน ซึ่งเป็นจำนวนประมาณ 7,300,000 คนอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท  นอกจากคนกลุ่มนี้แล้ว ยังมีประชากรอีกว่า 6,700,000 คน ที่มีรายได้สูงกว่าเส้นความยากจนของประเทศเพียงร้อยละ 20 ซึ่งถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะกลับไปเป็นคนยากจนได้ นอกจากนี้ แม้ว่าความเหลื่อมล้ำจะลดลงไปในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา หากแต่การกระจายรายได้ของไทยยังคงมีความเหลื่อมล้ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก  ความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ครัวเรือนและการบริโภคยังคงเพิ่มขึ้นและมีนัยสำคัญที่เห็นได้ชัดเจนทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาค โดยที่คนยากจนส่วนมากจะอาศัยอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และจังหวัดชายแดนใต้

จากอดีตที่ผ่านมา การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นปัจจัยหลักในการลดความยากจนของประเทศไทย อย่างไรก็ดี ในช่วงปีพ.ศ.2557-2558 เศรษฐกิจไทยเติบโตต่ำกว่าร้อยละ 2 ต่อปี  สำหรับอนาคตธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตที่ร้อยละ 3.1 ถึงร้อยละ 3.3 ระหว่างปีพ.ศ.2559-2561  ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยจะสามารถฟื้นตัวและกลับมาเติบโตอย่างสดใสได้อีกครั้งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับว่าประเทศไทยจะสามารถจัดการกับอุปสรรคที่ขัดขวางการเติบโตของเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตอย่างมีส่วนร่วมได้เร็วแค่ไหน โดยประเทศไทยมีโอกาสบรรลุเป้าหมายนี้ได้โดยการขยายการค้าเพื่อผสานรวมกับเศรษฐกิจโลก สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจผ่านการลงทุนแบบผลิกโฉมของภาครัฐเพื่อดึงดูดตลาดทุนภาคเอกชน  กระตุ้นการบริโภคในประเทศ และการปรับปรุงบริการภาครัฐทั่วประเทศ มาตรการเหล่านี้จะสนับสนุนให้เศรษฐกิจกลับมาเติบโตได้สูงขึ้นอย่างสมดุลย์มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความยากจนขั้นรุนแรง และส่งเสริมให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งแก่ประชาชนทุกคน

ความมุ่งมั่นที่จะให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเป็นส่วนสำคัญของแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของไทยเพื่อบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วผ่านการปฏิรูปในหลายด้าน  การปฏิรูปนี้ให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ทุนมนุษย์ โอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน ความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม ขีดความสามารถในการแข่งขัน และระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ  การปฏิรูปประเทศได้เริ่มมีความก้าวหน้าไปบ้างแล้ว  โดยการปฏิรูปนี้รวมถึงโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ใช้เวลาดำเนินการหลายปี การตั้งคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจให้ดีขึ้น การถ่ายโอนการกำกับดูแลสถาบันการเงินเฉพาะกิจไปอยู่ภายใต้ธนาคารแห่งประเทศไทย การอนุมัติภาษีมรดกและภาษีอสังหาริมทรัพย์ในอัตราก้าวหน้า และการเปิดตัวกองทุนการออมแห่งชาติซึ่งมาแทนที่โครงข่ายคุ้มครองทางสังคมของแรงงานนอกระบบที่ยกเลิกไป  ในอนาคต การปฏิรูปจะสามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืน มีคุณภาพและมีการนำไปใช้ดำเนินการได้ดีนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำให้ความพยายามในการปฏิรูปส่งผลให้เกิดความสำเร็จทางเศรษฐกิจตามที่มุ่งหวังไว้ นอกจากนี้ การปฏิรูปอย่างต่อเนื่องในเรื่องการศึกษา ขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐและระบบราชการ  ก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้ประเทศไทยก้าวจากประเทศรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง  ธนาคารโลกสนับสนุนนโยบายการปฏิรูปที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ปรับเนื้อหาล่าสุดเมื่อกันยายน 2559

ประเทศไทยและกลุ่มธนาคารโลกได้ร่วมเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 สัมพันธภาพระหว่างทั้งสองฝ่ายได้เปลี่ยนจากผู้กู้และผู้ให้กู้มาเป็นภาคีเพื่อการพัฒนาอย่างแท้จริง โดยมุ่งเน้นการแบ่งปันความรู้ การให้คำแนะนำด้านนโยบายการพัฒนาประเทศ

ปัจจุบัน ความร่วมมือระหว่างกลุ่มธนาคารโลกและประเทศไทยมุ่งเน้นที่เรื่องนโยบายทางเศรษฐกิจ ภาคเอกชน/บรรยากาศทางธุรกิจและการลงทุน ทุนมนุษย์ และการพัฒนาทักษะ ระบบการเงินระดับฐานรากในชนบท การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาโดยให้ชุมชนเป็นตัวขับเคลื่อนในพื้นที่ขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนใต้

นอกจากนี้ กลุ่มธนาคารโลกกำลังทำการศึกษาเรื่อง การพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ ซึ่งเป็นการศึกษาทั้งประเทศเพื่อระบุความท้าทายและโอกาสที่สำคัญของไทยในการลดความยากจนให้ได้เร็วขึ้นและแบ่งปันความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน

บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานร่วมกับภาคเอกชนของกลุ่มธนาคารโลกให้การสนับสนุนการลงทุนในด้านพลังงานทดแทนและโครงการพัฒนาความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกัน จากการที่ประเทศไทยมีฐานการผลิตที่เข้มแข็งและมีรูปแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบเน้นการส่งออก บรรษัทการเงินระหว่างประเทศยังคงให้การสนับสนุนผู้ผลิตสินค้าที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานในไทยผ่านการลงทุนในบริษัทของไทยที่ร่วมทุนกับเครือบริษัทข้ามชาติ นอกจากนี้ยังช่วยให้บริษัทไทยสามารถขยายธุรกิจไปยังประเทศอื่นๆ อีกด้วย

ปรับเนื้อหาล่าสุดเมื่อกันยายน 2559

ธนาคารโลกเป็นหุ้นส่วนกับประเทศไทยในการจัดการกับความท้าทายที่มีผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน ผ่านความช่วยเหลือหลักจากเงินช่วยเหลือแบบให้เปล่าของธนาคารโลกร่วมกับหน่วยงานในท้องถิ่น หน่วยงานคลังสมอง และสถาบันการศึกษา

ปัจจุบัน ธนาคารโลกสนับสนุนความพยายามในการสร้างสันติภาพในสามจังหวัดชายแดนใต้ของไทยผ่านกองทุนรัฐและสร้างสันติภาพซึ่งได้ต่ออายุโครงการเมื่อปีพ.ศ. 2557 โครงการนี้ได้ช่วยสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือระหว่างชุมชนและหน่วยงานในพื้นที่ผ่านการศึกษาและการพัฒนาชุมชน

ปัจจุบันมีโครงการด้านสภาพภูมิอากาศของธนาคารโลก 3 โครงการที่ช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อมของไทย โครงการแรกเป็นโครงการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งเสริมการผลิตเครื่องปรับอากาศและผลิตภัณฑ์โฟมของไทยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและลดละเลิกการใช้สารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน นอกจากนี้ประเทศไทยยังได้ร่วมกับกลุ่มธนาคารโลกดำเนินโครงการเตรียมความพร้อมด้านกลไกตลาดเพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นภาคีด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มีกว่า 30 ประเทศทั่วโลกร่วมมือกันเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการใช้พลังงาน ประเทศไทยยังได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนหุ้นส่วนคาร์บอนป่าไม้เป็นจำนวน 3.6 ล้านเหรียญสหรัฐเพื่อบริหารและปกป้องผืนป่าของไทย

ธนาคารโลกจัดพิมพ์รายงานตามติดเศรษฐกิจไทยปีละ 2 ครั้งเพื่อทบทวนพัฒนาการด้านเศรษฐกิจที่ผ่านมาและนำเสนอบทวิเคราะห์เศรษฐกิจไทยในระยะใกล้และระยะกลางอย่างเป็นกลาง   นอกจากนี้ยังได้จัดพิมพ์งานวิเคราะห์วิจัยในประเด็นด้านการพัฒนาอื่นๆ ที่ช่วยส่งเสริมนโยบายที่ใช้หลักฐานเชิงประจักษ์เป็นข้อมูลและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ  ตัวอย่างของงานวิจัยได้แก่ การศึกษาที่มีคุณภาพสำหรับประชาชนทุกคน ซึ่งเน้นเองการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาที่จะช่วยเพิ่มทักษะและผลิตภาพให้แรงงาน

ธนาคารโลกทำงานร่วมกับรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขนำเสนอการวิเคราะห์และการให้คำปรึกษาเพื่อระบุความท้าทายในเรื่องความยั่งยืนของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและวิธีจัดการกับความท้าทายนี้ รวมถึงความเหลื่อมล้ำ แรงกดดันจากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และการที่ไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังสนับสนุนรัฐบาลในการก้าวสู่การป้องการโรคเอชไอวี/เอดส์อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มต้นทุนโดยการเจาะจงเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น 

ในด้านภาคเอกชน บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศได้ระดมเงินกว่า 3 พันล้านเหรียญสหรัฐเพื่อเป็นเงินช่วยเหลือบริษัทมากกว่า 65 บริษัท อันมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตและลดความยากจน งานของบรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศนี้รวมถึงการขยายเงินช่วยเหลือแก่สถาบันการเงินระดับรากหญ้าเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม กระตุ้นการค้า และสนับสนุนโครงการที่มีส่วนช่วยลดผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


การกู้ยืม

ประเทศไทย: ภาระผูกพันตามปีงบประมาณ (ล้านดอลล่าร์)*

*จำนวนนี้รวมถึงภาระผูกพันของของประเทศกับธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาระหว่างประเทศ (IBRD) และสมาพันธ์การพัฒนาระหว่างประเทศ (IDA)