ภาพรวม

ปรับเนื้อหาล่าสุดเมื่อเมษายน 2558

ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงตั้งแต่ปี 2554 แม้จะเกิดความไม่แน่นอนและผันผวนทางการเมืองตั้งแต่ปี 2513 ประเทศไทยกลับมีความก้าวหน้าทั้งในด้านสังคมและเศรษฐกิจไปอย่างมากที่มาสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับสูงในชั่วคนรุ่นเดียว นี่ทำให้ประเทศไทยได้รับการอ้างอิงถึงอย่างกว้างขวางว่า เป็นหนึ่งในเรื่องราวของความความสำเร็จในการพัฒนา ด้วยยังคงสามารถรักษาการเจริญเติบโตที่เข้มแข็ง ตลอดจนลดปัญหาความยากจนได้อย่างน่าประทับใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคริสต์ทศวรรษ 1980

ประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึงร้อยละ 8-9 ต่อปีในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1980 ถึง 1990s จนกระทั่งเกิดวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย (วิกฤตต้มยำกุ้ง) ในปี 2540-2541 หลังจากนั้นประเทศไทยมีการเติบโตทางเศรษฐกิจระดับปานกลาง โดยช่วงปี 2545-2550 เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่งได้อีกครั้งที่ร้อยละ 5 ปี ต่อมาในปี 2551-2552 ได้เกิดวิกฤตการเงินโลก นอกจากนี้ ไทยประสบปัญหามหาอุทกภัยในปี 2554 ในช่วงปี 2553 ประเทศไทยเกิดความตึงเครียดและขาดเสถียรภาพทางการเมือง ซึ่งได้เกิดขึ้นอีกครั้งในปี 2556-2558 ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการสินค้าส่งออกของไทยในตลาดโลกที่ลดลง เช่น ฮาร์ดดิสก์ ความล่าช้าในการใช้จ่ายของรัฐบาล ขาดมาตรการในการกระตุ้นการบริโภค ปี 2557 ที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยเติบโตที่ร้อยละ 0.7 และคาดการณ์ว่าจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ร้อยละ 3.5 ในปี 2558

ประเทศไทยน่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษได้ในโดยพื้นฐานได้เกือบทุกข้อ อัตราการเสียชีวิตของมารดาระหว่างการคลอดบุตร และอัตราการเสียชีวิตของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีลดลงอย่างมาก และในปัจจุบัน ประชากรกว่าร้อยละ 97 พื้นที่ทั้งในเมืองและชนบทมีน้ำสะอาดใช้และได้รับบริการทางสุขาภิบาล แต่ในขณะเดียวกัน ก็ยังมีความน่าเป็นห่วงเรื่องความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม

ปัญหาความยากจนส่วนใหญ่ในไทยเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในชนบท โดยมากกว่าร้อยละ 80 ของคนยากจนในประเทศที่มีจำนวนอยู่ 7.3 ล้านคนอาศัยอยู่ในชนบท (ข้อมูลปี 2556) ในบางภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมไปถึงชนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม ยังคงล้าหลังประชากรกลุ่มอื่นๆ อยู่เป็นอันมาก ยิ่งไปกว่านั้น การแบ่งสรรผลประโยชน์จากเศรษฐกิจที่รุ่งโรจน์ก็ไม่ได้เป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะระหว่างเมืองที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ กรุงเทพมหานครกับที่อื่นๆ ในประเทศ ความความเหลื่อมล้ำทางรายได้และการขาดโอกาสที่เท่าเทียมกันก็ยังคงเรื่องที่เรื้อรังอยู่ เห็นได้จากความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่ชี้วัดด้วยค่าสัมประสิทธิ์จีนี (ภาษาอังกฤษ) ลดต่ำลงในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงมีค่าสูงกว่า 0.45

 

ปรับเนื้อหาล่าสุดเมื่อเมษายน 2558

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มธนาคารโลกได้เปลี่ยนแปลงไปจากความสัมพันธ์แบบผู้กู้ยืมและผู้ให้กู้มาสู่การเป็นภาคีความรู้ และจากการมุ่งเน้นให้ความสำคัญที่ภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ มาที่ภาคเอกชนที่กำลังเติบโตขึ้น

ความร่วมมือดังกล่าวรวมถึงการดำเนินงานในหลายประเด็นดังต่อไปนี้

  • การบริหารการคลังภาครัฐและภาษี การกระจายอำนาจที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนธรรมาภิบาลและความสามารถในการตรวจสอบได้
  • การศึกษาและทักษะ
  • ความสามารถในการแข่งขัน ธุรกิจขนาดกลางกลางและขนาดย่อมและการพัฒนาภาคเอกชน และภาคการเงิน
  • บริการสาธารณะและการคุ้มครองทางสัมคม
  • คมนาคมและโครงสร้างพื้นฐาน
  • สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในมุมกว้าง กลุ่มธนาคารโลกมุ่งรับมือกับความท้าทายในการพัฒนาประเทศของไทย โดยการประสานองค์ความรู้และการวิเคราะห์ ให้เข้ากับการลงทุนเพื่อการพัฒนาและการบริการให้คำปรึกษา ทั้งนี้เพื่อ (1) ขยายขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของไทย และเป็นส่วนหนึ่งของโลกาภิวัฒน์ได้ โดยการสนันบสนุนแรงงานมีทักษะสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางกายภาพและการเงิน ให้ทั้งขยายตัวในวงกว้างและให้มีประสิทธิภาพ (2) ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจแบบมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเติบโตและการเปิดโอกาสให้กับเขตชนบท ผ่านทางการลงทุนในรูปแบบไมโครไฟแนนซ์ และ (3) สนับสนุนความพยายามของรัฐในการนำพาประเทศไทยให้เข้าสู่เส้นทางการเติบโตที่ใช้คาร์บอนต่ำ โดยผ่านทางการลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียนและอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ

บรรษัทการเงินระหว่างประเทศ (IFC) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านภาคเอกชนของกลุ่มธนาคารโลก ได้สนับสนุนในการลงทุนให้กับโครงการพัฒนาพลังงานหมุนเวียน และโครงการที่มีการร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา และเมื่อพิจารณาฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง ตลอดจนแบบการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อิงการส่งออกของประเทศไทย IFC จึงยังคงให้การสนับสนุนการผลิตห่วงโซ่อุปทานในประเทศไทย ผ่านทางการลงทุนในกิจการของไทยโดยกลุ่มบริษัทการผลิตต่างชาติ

ปรับเนื้อหาล่าสุดเมื่อเมษายน 2558

ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการเปลี่ยนผ่านจากประเทศที่มีรายได้ระดับต่ำในช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1980 มาเป็นประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงได้ภายในปี 2554 อัตราความยากจนในประเทศไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1980 และในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ความยากจนก็ได้ลดลงจากอัตราที่อยู่สูงสุดร้อยละ 42.6 (ปี 2543) เหลือประมาณร้อยละ 13.2 (ปี 2554) ในชนบทของภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ยากจนที่สุดของไทย จำนวนครัวเรือนที่ตกอยู่ในสภาวะยากจนมีจำนวนลดลงจากร้อยละ 3.4 (ปี 2538) เหลือเพียงอัตราต่ำกว่าร้อยละ 1.3 (ปี 2549-2552) เท่านั้น

รายงานการวิเคราะห์ของกลุ่มธนาคารโลก (รายงานการสำรวจบรรยากาศในการลงทุน รายงานความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ รายงานการตามติดเศรษฐกิจไทย รวมถึงรายงานเชิงนโยบายด้านสุขและการศึกษาอีกเป็นจำนวนมาก) ได้ส่งผลให้เกิดนโยบายเชิงประจักษ์ และส่งเสริมการเติบโตของไทย

ประเทศไทยได้ริเริ่มโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (ภาษาอังกฤษ) เข้ามาใช้ในปี 2544 และบรรลุเป้าหมายในการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพในราคาที่พอจ่ายได้ ครอบครัวไทยที่ตกอยู่ในกลุ่มยากจนที่สุดได้รับผลประโยชน์จากแนวโน้มที่กำลังลดลงของสภาวการณ์ “สินเนื้อประดาตัวจากการเจ็บไข้ได้ป่วย” หรือการควักกระเป๋าจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาล นั่นคือเงินที่ต้องเสียไปมากกว่าร้อยละ 10 ของค่าใช้จ่ายในการบริโภคในครัวเรือน สภาวการณ์ดังกล่าวนี้ลดลงจากอัตราร้อยละ 6.8 (ปี 2539) เหลือร้อยละ 2.8 (ปี 2551) ในกลุ่มคนที่ยากจนที่สุดที่ได้รับความคุ้มครองจากหลักประกันสุขภาพ

กลุ่มธนาคารโลกได้ดำเนินงานร่วมกับรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขในงานวิเคราะห์และให้การคำปรึกษา เพื่อชี้ถึงความท้าทายหลักๆ ในทำให้โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีความยั่งยืน และจะรับมือกับความท้าทายเหล่านั้น ซึ่งรวมถึงความเลื่อมล้ำ และความกดดันที่เกิดจากราคาที่เพิ่มสูงขึ้นได้อย่างไร ธนาคารโลกยังสนับสนุนรัฐบาลในการดำเนินการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีให้มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลในการใช้จ่ายโดยมุ่งเป้าไปยังกลุ่มผู้ติดเชื้อหลักๆ ของประชากรในประเทศ

หลังจากความสำเร็จของกลุ่มธนาคารโลกในการดำเนินโครงการบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยมูลค่า 300 ล้านเหรียญสหรัฐ IFC ได้การสืบต่อการปรึกษาหารือกับธนาคารในประเทศต่างๆ เพื่อจัดตั้งและให้คำแนะนำเรื่องวงเงินในการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงินระยะสั้นที่เกี่ยวข้องกับผลประกอบการของโครงการดังกล่าว (structured short term finance product) ในเดือนพฤศจิกายน ปี 2557 ประเทศไทยลงนามความร่วมมือกับธนาคารโลกเพื่อสนับสนุน โรงงานผลิตเครื่องปรับอากาศ 12 บริษัท และ โรงงานผลิตโฟม 131 โรงงานเพื่อปลี่ยนกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรต่อชั้นโอโซนและเป็นทางเลือกที่ช่วยลดการทำให้เกิดภาวะเรือนกระจก

ในกลุ่มประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเทศไทยได้ดำเนินการกำหนดราคาพลังงานทดแทน สร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดพลังงานทดแทน (ภาษาอังกฤษ-pdf) ตลอดจนทำให้การลงทุนในพลังงานลมและแสงอาทิตย์ ได้ผลตอบแทนสูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ ประเทศไทยยังได้ใช้ความพยายามในการส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคอุตสาหกรรมความร้อน พลังงาน และภาคการขนส่ง ทำให้แหล่งเชื้อเพลิงมีความหลากหลายมากขึ้น และเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน ในการชี้ช่องทางของการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ประเทศไทยได้ออกกฎหมายไปล้ำหน้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยการกำหนดให้อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูงต้องผ่านการตรวจสอบด้านพลังงาน และนำส่งแผนปฏิบัติการการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มธนาคารโลกมองว่า ความเข้มข้นของการใช้พลังงานของเศรษฐกิจเป็นความท้าทายสำคัญประการหนึ่งของประเทศ ซึ่งยิ่งเน้นให้เห็นถึงความสำคัญของการสนับสนุนจากกลุ่มธนาคารโลก ในการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนไปทั่วทั้งประเทศไทย การให้บริการด้านคำปรึกษา IFC เองนั้น ก็ยังส่งผลให้กระทรวงพลังงานดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้เกิดพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และแรงลมอีกด้วย

 

 

 

 

 


การกู้ยืม

ประเทศไทย: ภาระผูกพันตามปีงบประมาณ (ล้านดอลล่าร์)*

*จำนวนนี้รวมถึงภาระผูกพันของของประเทศกับธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาระหว่างประเทศ (IBRD) และสมาพันธ์การพัฒนาระหว่างประเทศ (IDA)