ข่าวประชาสัมพันธ์

ธนาคารโลกคาดเศรษฐกิจของ 10 ประเทศสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรปจะฟื้นตัวในปีนี้และปีหน้า

วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2553



รายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรป (The EU 10 Regular Economic Report)’ ซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลกได้ระบุว่า   การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศดังกล่าวในระยะสองปีข้างหน้าจะเป็นไปในอัตราที่ต่ำกว่าที่เคยเป็นช่วงก่อนเกิดวิกฤติ   และการว่างงานที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อครัวเรือนในหลายประเทศ

กรุงวอร์ซอ 1 เมษายน 2553 – เศรษฐกิจของประเทศซึ่งเป็นสมาชิกใหม่ของสหภาพยุโรป 10 ประเทศ หรือ EU 10  น่าจะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปี 2553 และ 2554 อย่างไรก็ตาม อัตราการเติบโตที่จะเกิดขึ้นมีแนวโน้มว่าจะต่ำกว่าอัตราที่เคยเป็นก่อนเกิดวิกฤติ   

รายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EU 10  (The EU 10 Regular Economic Report)  ฉบับล่าสุด  ซึ่งธนาคารโลกนำออกเผยแพร่ณ กรุงวอร์ซอในวันนี้ได้ระบุว่า  หลังจากที่เศรษฐกิจของกลุ่มประเทศดังกล่าวได้หดตัวลงร้อยละ 3.6 ในปี 2552 ที่ผ่านมา ตัวเลขประมาณการทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลของกลุ่มประเทศเหล่านี้นำออกเผยแพร่ต่อสาธารณะนั้นชี้ว่า เศรษฐกิจของกล่มประเทศ EU 10 จะขยายตัวขึ้นเล็กน้อยในปี 2553 โดยอยู่ที่ร้อยละ 1.6 ก่อนที่จะขยับขึ้นไปอยู่ที่ร้อยละ 3.6 ในปีถัดไป แม้ว่าอัตราดังกล่าวนั้นจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศสมาชิกใหม่ทั้ง 10 ของสหภาพยุโรปเติบโตในอัตราที่สูงกว่าเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกดั้งเดิม 15 ประเทศ  (EU 15) ทั้งในปี 2553 และ 2554 ก็ตาม  แต่อัตราดังกล่าวก็ยังต่ำกว่าอัตราที่ประเทศเหล่านี้เคยทำได้ก่อนเกิดวิกฤติ  ทั้งนี้มีการคาดว่า  กว่าที่ประเทศเหล่านี้จะกลับไปโตได้เท่าๆ กับที่เคยเป็นก่อนวิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นนั้นก็น่าจะเป็นครึ่งหลังของปี 2554 โน่นทีเดียว

รายงานของธนาคารโลกฉบับนี้ได้ตั้งข้อสังเกตว่า  แนวโน้มทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EU 10 ดูเหมือนจะดีขึ้นเป็นลำดับในปีที่ผ่านมา แม้ว่าอัตราการขยายตัวโดยรวมยังอยู่ในขั้นติดลบก็ตาม   โดยอัตราการถดถอยทางเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคนี้ได้ลดลงจากที่เคยเป็นร้อยละ -4.6 ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2552 ไปอยู่ที่ร้อยละ 2.1 ในไตรมาสที่ 4 ของปีเดียวกัน   ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EU 15 จากที่เคยติดลบร้อยละ -5.7  ก็ได้เขยิบขึ้นเป็นติดลบแค่ร้อยละ -2.0 ในช่วงเวลาเดียวกัน

ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจซึ่งมีความถี่สูงแสดงให้เห็นว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ EU 10 นั้นมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2553   นอกจากนี้  ปริมาณการค้าในทวีปยุโรปก็เริ่มจะมีเสถียรภาพขึ้นเนื่องจากการที่ความต้องการสินค้าคงทนและเครื่องมือประเภททุนยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง    เมื่อมองในภาพรวมจะพบว่า การฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจโลก   ความเชื่อมั่นต่อตลาดการเงินที่กลับคืนมา   อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ   ตลอดจนการใช้จ่ายกองทุนของสหภาพยุโรปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั้นจะสามารถส่งผลการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EU 10  เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว  อย่างไรก็ตาม ในปี 2553 การฟื้นตัวดังกล่าวจะยังคงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป

รายงานของธนาคารโลกยังระบุด้วยว่า  การฟื้นตัวของเศรษฐกิจของแต่ละประเทศในอนุภูมิภาค EU 10 นั้นจะเป็นไปในระดับที่แตกต่างกัน  อันจะเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงสถานะการเงินการคลังภายในประเทศ ณ ช่วงเวลาที่วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจเริ่มลุกลามขึ้น อิทธิพลจากปัจจัยภายนอก   รวมทั้งการตอบสนองเชิงนโยบายที่แตกต่างกันไปอีกด้วย   การคาดการณ์ของภาครัฐในแต่ละประเทศนั้นชี้ให้เห็นว่า ประเทศโปแลนด์ สโลวาเกีย ลิธัวเนีย โรมาเนีย และสาธารณรัฐเช็ค จะเป็นผู้นำในการฟื้นตัวในปี 2553 ในขณะเดียวกันก็มีการคาดการณ์เช่นกันว่า ประเทศลิธัวเนีย เอสโตเนีย และลัตเวีย จะมีการพัฒนาการทางเศรษฐกิจในเชิงบวกที่ดีกว่าประเทศอื่นๆ ในระหว่าง 2552 และ 2553 โดยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึงระหว่างร้อยละ 13 ถึง 17 จุด อย่างไรก็ดี คงต้องรอถึงปี 2554 กว่าที่ประเทศในกลุ่ม EU 10 ทั้งหมดจะเห็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่เป็นบวก (แทนที่จะเป็นเพียงบางประเทศเช่นในปีนี้)

ในขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกกำลังดำเนินไปอยู่นั้น ภาพรวมของภูมิภาค EU10 ก็ยังคงมีความไม่แน่นอน การว่างงานยังคงเพิ่มสูงขึ้น และมีการคาดการณ์ว่าจะลดลงเมื่อถึงปี 2554 เท่านั้นนายแคสเปอร์ ริทเชอร์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกประจำภูมิภาคยุโรปและเอเชียกลาง และผู้เขียนหลักของรายงานฉบับนี้ กล่าว

เมื่อพิจารณาการฟื้นตัวที่ดำเนินไปอย่างค่อยเป็นค่อยไปจะพบว่า มีแนวโน้มที่บริษัทต่างๆ จะเลื่อนการจ้างพนักงานใหม่ออกไปจนกว่าจะมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจที่คาดกันไว้นั้นจะมาถึงจริง โดยเฉพาะในบรรดาธุรกิจต่าง ๆ ที่ได้ลดจำนวนชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยต่อพนักงานลงในช่วงที่เกิดวิกฤติ นอกจากนี้ รัฐบาลของบางประเทศในกลุ่ม EU 10 ซึ่งรวมถึงบัลแกเรีย สาธารณรัฐเช็ค โรมาเนีย และสโสวาเกีย ก็ได้เริ่เข้มงวดกับการใช้จ่ายมากขึ้นหลังจากที่ต้องเผชิญความกดดันด้านงบประมาณ  รวมทั้งแรงกดดันที่มาจากความต้องการที่จะเห็นการบริหารงานของภาครัฐเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อัตราการว่างงานในกลุ่มประเทศ EU 10 นั้นได้เพิ่มสูงขึ้นจากร้อยละ 6.5 เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2551 เป็นร้อยละ 9.5 ในเดือนมกราคมของปี 2553 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ว่างงานจาก 2.9 ล้านคน เป็น 4.6 ล้านคน   ทั้งนี้  รัฐบาลของทุกประเทศในกลุ่ม EU 10 ทั้งหมด ยกเว้นโรมาเนีย ได้คาดการณ์ว่าอัตราการว่างงานในปี 2553 นี้จะเพิ่มสูงขึ้นกว่าเมื่อปี 2552

ธนาคารโลกยังรายงานด้วยว่า  ประชากรเพศชายและเยาวชนเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดจากวิกฤติเศรษฐกิจในครั้งนี้ โดยในระยะเวลาอีกหลายปีถัดจากนี้  โอกาสที่แรงงานซึ่งมีการศึกษาแค่ขั้นพื้นฐานและมีประสบการณ์การทำงานน้อยจะได้รับการจ้างงานนั้นไม่น่าจะมีมากนัก   อัตราการว่างงานในกลุ่มผู้หางานที่มีอายุอยู่ในช่วง 15-24 ปี เพิ่มสูงขึ้นร้อยละ 8 จุด ระหว่างเดือนมิถุนายน 2551 จนถึงเดือนมกราคม 2553 ซึ่งนับว่าเป็นการเพิ่มขึ้นที่มีนัยยะสำคัญเมื่อเทียบกับอัตราการว่างงานโดยรวมซึ่งเพิ่มขึ้นแค่ร้อยละ 3 จุด และเนื่องมาจากการที่วิกฤติเศรษฐกิจได้ส่งผลกระทบต่อภาคการก่อสร้างและภาคการผลิตอย่างรุนแรงที่สุด ด้วยเหตุนี้ การสูญเสียงานจึงกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประชากรเพศชาย ในเดือนมกราคม 2553 กลุ่มประชากรเพศชายมีอัตราการว่างงานสูงกว่าเพศหญิง ในกลุ่มประเทศ EU 10 ทุกประเทศ โดยมีอัตราความแตกต่างสูงที่สุดในประเทศเอสโทเนีย ลิธัวเนีย และลัตเวีย

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ด้านแรงงานของแต่ละประเทศในภูมิภาคก็มีความแตกต่างกันออกไป กล่าวคือ นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2551 จนกระทั่งเดือนมกราคม 2553 นั้น อัตราการว่างงานได้เพิ่มสูงขึ้นราวร้อยละ16 จุด ในประเทศลัตเวีย ประมาณร้อยละ 10 ในเอสโทเนียและลิทัวเนีย    และต่ำกว่าร้อยละ 4 จุดในสโลวาเกีย สาธารณรัฐเช็ค ฮังการี สโลวาเนีย บัลแกเรีย โปแลนด์ และโรมาเนีย

เพื่อให้การฟื้นตัวทางเศราฐกิจนี้ดำเนินไปอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพ  กลุ่มประเทศ EU 10 จำเป็นจะต้องดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นบางส่วนของภาครัฐลงเพื่อให้รัฐบาลมีความคล่องตัวและจัดสรรงบประมาณได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น   รวมไปถึงการส่งเสริมบรรยากาศการลงทุนให้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพและสร้างงานให้กับประชากรในประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น   รัฐบาลยังจะต้องหาทางออกที่สมดุลระหว่างความต้องการที่จะให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่มีสาเหตุมาจากการลงทุนโดยภาครัฐนั้นดำเนินต่อไป  กับความจำเป็นที่จะต้องเริ่มถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนออกเพื่อคงเสถียรภาพทางการคลังในระยะยาว

ทั้งนี้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมล่าสุดของยุโรป  หรือที่เรียกกันว่า “ยุโรป 2020”  นั้น เป็นแผนพัฒนาที่มุ่งหวังให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคเป็นไปอย่างฉลาด ยั่งยืน และเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เพื่อให้บรรลุจุดประสงค์ดังกล่าว  แผนพัฒนาฉบับนี้ได้เรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคดำเนินมาตรการและนโยบายต่างๆ ที่จะส่งเสริมศักยภาพในการเจริญเติบโตของตนเอง ตลอดจนวางนโยบายเศรษฐกิจใหม่โดยมุ่งเน้นที่ภาคการส่งออก  การจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเชิงนโยบาย อันจะส่งผลทั้งต่อการคลังสาธารณะ ต่อการศึกษา นวัตกรรม รวมทั้งบรรยากาศในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหากมีการดำเนินการอย่างถูกต้องเหมาะสมแล้ว การปฏิรูปเหล่านี้จะช่วยป้องกันผู้ว่างงานตามฤดูกาลไม่ให้กลายเป็นกลุ่มประชากรที่ว่างงานอย่างถาวรเนื่องมาจากมีคุณสมบัติไม่ตรงตามที่ตลาดและผู้ว่าจ้างต้องการได้

วิกฤติที่เกิดขึ้นได้เน้นย้ำให้เราได้เห็นอีกครั้งหนึ่งถึงความสำคัญของการสนับสนุนการเติบโตโดยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ตามที่ได้อธิบายไว้ในกลยุทธ “ยุโรป 2020” ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ฉบับใหม่ของสหภาพยุโรป เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ฉลาด ยั่งยืน และมีส่วนร่วมนายโทมัส ลอร์เซน ผู้อำนวยการธนาคารโลกประจำประเทศโปแลนด์และกลุ่มประเทศบัลติก กล่าว

การส่งเสริมให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้เท่า ๆ กับที่มีศักยภาพที่จะเติบโตนั้น จะช่วยลดผลกระทบที่จะเกิดต่อสถานะทางการคลังของรัฐในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ    และยังช่วยให้สามารถจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับประเทศอันเนื่องมาจากการที่โลกมีความเชื่อมต่อกันมากขึ้น   หรือปัญหาที่เกิดขึ้นจากการขาดแคลนพลังงาน   การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ    รวมทั้งการที่จำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นทุกปีได้   วาระในการปฏิรูปในครั้งนี้มีตั้งแต่การทำให้แรงงานในรัดับต่าง ๆ มีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น  การเพิ่มคุณภาพของการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและส่งเสริมนวัตกรรม   รวมทั้งการลดขั้นตอนที่ยุ่งยากและไม่จำเป็น รวมถึงการลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย

กลุ่มประเทศ EU 10 ประกอบด้วย ประเทศบัลแกเรีย สาธารณรัฐเช็ค เอสโทเนีย ฮังการี ลัตเวีย ลิธัวเนีย โปแลนด์ โรมาเนีย สโลวาเกีย และสโลวาเนีย

กลุ่มประเทศ EU 15 ประกอบด้วย ประเทศออสเตรีย เบลเยี่ยม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ไอร์แลนด์ อิตาลี ลักเซมเบิร์ก เนเธอร์แลนด์ โปรตุเกส สเปน สวีเดน และสหราชอาณาจักร

รายงานวิเคราะห์เศรษฐกิจกลุ่มประเทศ EU 10 นี้เป็นรายงานที่ธนาคารโลกจัดทำขึ้นปีละ 3 ครั้ง รายงานฉบับดังกล่าวเป็นการสำรวจสถานการณ์ด้านเศรษฐศาสตร์มหภาคและการปฏิรูปทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศ EU 10   และนำเสนอความคิดเห็นเชิงวิเคราะห์ของธนาคารโลกต่อนโยบายที่มีความสำคัญ ผู้สนใจสามารถเข้าไปดาวน์โหลดรายงานดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ https://www/worldbank.org/eca/eu10rer 

สื่อมวลชนโปรดติดต่อ
ใน กรุงวอร์ซอ
แอนนา โควาลซิค
โทร: (+48) 605-282-998
akowalczyk@worldbank.org
ใน กรุงวอชิงตัน ดี ซี
ไมเคิล โจนส์
โทร: (+1-202) 473-2588
mjones2@worldbank.org

ข่าวประชาสัมพันธ์ ที่:
WB

Api
Api