ข่าวประชาสัมพันธ์

ธนาคารโลกแนะจีนใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดเพื่อลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมหภาค

วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2553



กรุงปักกิ่ง 17 มีนาคม พ.ศ. 2553 – รายงานเศรษฐกิจจีนรายไตรมาสของธนาคารโลกฉบับล่าสุดระบุว่า เศรษฐกิจจีนยังเติบโตได้ในอัตราที่น่าพอใจในระหว่างสามเดือนแรกของปี 2553 หลังจากที่ขยายตัวได้ถึงร้อยละ 8.7 ในปีที่ผ่านมา แม้เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะอยู่ในภาวะถดถอยก็ตาม

รายงานเศรษฐกิจจีนรายไตรมาส หรือในชื่อภาษาอังกฤษว่า China Quarterly Update ซึ่งธนาคารโลกนำออกเผยแพร่ในวันนี้ เป็นการวิเคราะห์สภาวะเศรษฐกิจมหภาคของจีนที่ธนาคารโลกจัดพิมพ์ทุก ๆ สามเดือน สาระสำคัญของรายงานฉบับไตรมาสแรกของปี 2553 ก็คือ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปีที่ผ่านมานั้นอาศัยการลงทุนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ในระยะเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมานั้นก็มีส่วนกระตุ้นเศรษฐกิจได้พอสมควร และการที่การบริโภคภาคครัวเรือนนั้นยังสามารถขยายตัวได้แม้ในภาวะเศรษฐกิจซบเซาก็มีส่วนช่วยเช่นกัน

แม้ว่าส่วนแบ่งของจีนในตลาดโลกจะดีขึ้น แต่อัตราการขยายตัวของภาคส่งออกของจีนในปี 2552 โดยรวมนั้นแย่กว่าปี 2551 ขณะเดียวกัน การที่จีนยังนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศในปริมาณที่สูงอยู่นั้นก็ทำให้ดุลการค้าสุทธิของจีนยังเป็นตัวถ่วงการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในปี 2552 อย่างไรก็ตามการส่งออกเริ่มกระเตื้องขึ้นในครึ่งหลังของปี 2552 จนกระทั่งสามารถกลับไปอยู่ที่ระดับเดียวกับที่เคยเป็นก่อนวิกฤติเศรษฐกิจได้ในช่วงสามเดือนแรกของปีนี้ ขณะเดียวกันธนาคารโลกก็ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า สถานการณ์ที่ร้อนแรงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ของจีนนั้นทำให้ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ทางการจีนเริ่มนำนโยบายต่าง ๆ มาใช้เพื่อเพิ่มอุปสงค์และลดการลงทุนแบบเก็งกำไร

“เราคาดว่าเศรษฐกิจจีนในปีนี้จะโตประมาณร้อยละ 9.5 จากปีที่แล้ว และปัจจัยหรือกิจกรรมที่จะมีอิทธิพลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็นในปีที่แล้วด้วย” นายอาร์โด แฮนสัน หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลกในจีนกล่าว “การลงทุนโดยภาครัฐหรือการลงทุนที่มีรัฐเป็นตัวเร่งนั้นจะลดลง แต่การส่งออกจะดีขึ้นเนื่องจากความต้องการสินค้าในตลาดโลกจะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็น่าจะเติบโตได้อย่างรวดเร็วในปีนี้ และการบริโภคนั้นก็น่าจะยังอยู่ในเกณฑ์ดี”

ธนาคารโลกก็ยังประเมินด้วยว่า อัตราเงินเฟ้อของจีนน่าจะกลับมาเป็นบวกในปีนี้หลังจากที่ได้ติดลบในปี 2552 ที่ผ่านมา แต่ในขณะที่กำลังการผลิตสำรองในภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกยังมีค่อนข้างมาก สถานการณ์ด้านเงินเฟ้อของจีนจึงไม่น่าเป็นห่วงเท่าไหร่ในปี 2553 ทั้งนี้ ธนาคารโลกคาดว่า กำลังการผลิตทั่วโลกนั้นจะยังมีเหลือใช้ในปีนี้

พร้อมกันนี้ นายหลุยส์ เกาซ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลก และผู้เขียนหลักของรายงานเศรษฐกิจจีนรายไตรมาสยังได้ให้ความเห็นด้วยว่า จีนจำเป็นที่จะต้องดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่เข้มงวดกว่าเดิมในปี 2553 เนื่องจากสถานการณ์ด้านนี้ของจีนแตกต่างไปจากประเทศอื่น ๆ ที่ยังมีกำลังการผลิตสำรองอยู่ แต่ภาคอุตสาหกรรมของจีนนั้นได้ใช้กำลังการผลิตที่มีอยู่จนเกือบเต็มที่แล้ว

ธนาคารโลกกล่าวด้วยว่า แม้งบประมาณประจำปี 2552 ของจีนจะเป็นงบประมาณสมดุล แต่เนื่องจากสถานการณ์โลกยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก จีนจึงจำเป็นที่จะต้องมีความยืดหยุ่นพอสมควรในการดำเนินงานตามแผนงบประมาณดังกล่าว ทั้งนี้ธนาคารโลกให้ความเห็นว่า หากอัตราแลกเปลี่ยนของจีนแข็งค่าขึ้น และจีนเริ่มนำมาตรการทางการเงินที่เข้มงวดมาใช้ การควบคุมอัตราเงินเฟ้อก็จะสามารถทำได้

ขณะเดียวกัน มาตรการทางการเงินที่เข้มงวดนั้นก็จะสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ได้เช่นกัน จึงเห็นได้ชัดว่า อัตราดอกเบี้ยนั้นน่าจะมีบทบาทสูงในบรรดามาตราการทางการเงินทั้งหลายในปีนี้ หากผู้มีส่วนรับผิดชอบด้านนโยบายของจีนมีความกังวลว่าการตรึงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับสูงนั้นจะทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาก การสร้างความยืดหยุ่นให้แก่อัตราดอกเบี้ยก็น่าจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยได้

รายงานเศรษฐกิจจีนรายไตรมาสยังได้กล่าวด้วยว่า การลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์รวมทั้งการไม่สร้างความเสี่ยงให้แก่ภาวะการเงินของรัฐบาลในระดับท้องถิ่น จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่เศรษฐกิจและการเงินของจีนได้

ส่วนการสร้างเสถียรภาพให้แก่ภาคอสังหาริมทรัพย์นั้นต้องอาศัยนโยบายด้านเศรษฐกิจมหภาคที่เหมาะสมเป็นสำคัญ รวมทั้งการหาวิธีให้กลไกตลาดดำเนินไปตามครรลองที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกัน ความกังวลเกี่ยวกับที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยในภาวะที่ราคาอสังหาริมทรัพย์พุ่งสูงขึ้นนี้ก็จะสามารถผ่อนคลายได้ด้วยความช่วยเหลือในระยะยาวจากทางการจีน

ธนาคารโลกให้ความเห็นว่า ทางการจีนได้เรี่มเฝ้าระวังการกู้ยืมผ่านการลงทุนโดยรัฐบาลท้องถิ่นอย่างเข้มงวดมากขึ้น แต่เนื่องจากจีนยังมีเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมหภาคค่อนข้างดี ปัญหานี้จึงไม่น่าจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อทั้งระบบได้ อย่างไรก็ดีธนาคารโลกเตือนว่า จีนจำเป็นที่จะต้องควบคุมการกู้ยืมในลักษณะนี้ให้มากขึ้น ส่วนรัฐบาลท้องถิ่นเองนั้นก็จำเป็นที่จะต้องหาแหล่งรายได้อื่นมาทดแทนการพึ่งพารายได้อันมาจากธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับที่ดินเพียงอย่างเดียว

ในระหว่างการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติของจีนที่ผ่านมา รัฐบาลได้เน้นในเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ดังนั้น ในขณะที่จีนกำลังวางรูปแบบของแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 12 อยู่ในขณะนี้ ธนาคารโลกจึงเสนอแนะว่า การ “สร้างสมดุล” ให้แก่ระบบเศรษฐกิจ การเพิ่มผลได้ทางประสิทธิภาพ (efficiency gains) การเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจ้างงาน การปรับปรุงบทบาทของรัฐในระบบเศรษฐกิจ รวมทั้งการคำนึงถึงความสัมพันธ์ของจีนกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลกนั้นควรจะเป็นเป้าหมายหลักของแผนฉบับนี้

สื่อมวลชนโปรดติดต่อ
ใน ปักกิ่ง
หลีลี่
โทร: +86-10-5861 7850
Lli2@worldbank.org
ใน วอชิงตัน ดีซี
อลิซาเบ็ธ มีลีย์
โทร: +1-202-4584475
emealey@worldbank.org

ข่าวประชาสัมพันธ์ ที่:
CN

Api
Api