Learn how the World Bank Group is helping countries with COVID-19 (coronavirus). Find Out

เรื่องเด่น

วิกฤติการเงินโลกส่งผลให้การจัดตั้งธุรกิจใหม่ลดลง

วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2553

เรื่องเด่น
  • ธนาคารโลกเผยแพร่ผลการสำรวจการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ซึ่งครอบคลุมประเทศต่างๆ มากที่สุดที่เคยมีการสำรวจมา
  • ผลการสำรวจพบว่า มีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในอัตราที่สูงในประเทศที่มีกฎหมายและกฎระเบียบที่มั่นคง มีกระบวนการจดทะเบียนที่ไม่ซับซ้อน และมีอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำ
  • ในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินโลก การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ลดลงในเกือบทุกประเทศ ยิ่งตกต่ำเป็นพิเศษในประเทศที่มีการพัฒนาทางการเงินในระดับที่สูงกว่าและที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินมากกว่าประเทศอื่นๆ

2 ตุลาคม 2553 – รายงานฉบับใหม่ของธนาคารโลกชี้ว่าการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ในประเทศที่มีรายได้สูงนั้นลดลงอย่างรุนแรงในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินโลก แต่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักในประเทศที่มีรายได้ต่ำ

รายงานสถานะผู้ประกอบการของกลุ่มธนาคารโลกประจำปี 2553 (2010 World Bank Group Entrepreneurship Snapshots) ระบุว่า ทิศทางเศรษฐกิจในปี 2551-2552 ถูกกำหนดโดยวิกฤติการเงินโลกซึ่งปะทุขึ้นในประเทศที่พัฒนาแล้วก่อนประเทศอื่นและส่งผลต่อประเทศเหล่านี้อย่างรุนแรง ในประเทศที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินอย่างหนักหน่วงนั้น การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่อย่างเป็นทางการลดลงอย่างเห็นได้ชัดกว่าประเทศอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่นประเทศนิวซีแลนด์ มีบริษัทที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ทั้งสิ้น 47,897 บริษัทในปี 2552 ซึ่งลดลงถึงร้อยละ 35 จากจำนวนบริษัทที่จดทะเบียนใหม่ทั้งสิ้น 74,247 บริษัทในปี 2550 เช่นเดียวกับในบัลแกเรียและลิทัวเนีย

ในทางตรงกันข้าม การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่กลับคงตัวในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำหลายประเทศซึ่งไม่ถูกกระทบจากวิกฤติการเงินมากเท่ากับประเทศที่มีรายได้สูง ทั้งนี้เพราะประเทศเหล่านี้ตามปกติมีการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ต่ำกว่าประเทศที่มีรายได้สูงอยู่แล้ว จึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจขึ้นในประเทศดังกล่าว นอกจากนี้ในหลายปีที่ผ่านมา บางประเทศได้เริ่มนำมาตรการใหม่ๆ มาใช้เพื่อปรับปรุงการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจให้ทันสมัยและสะดวกง่ายดายยิ่งขึ้น นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ช่วยบรรเทาผลกระทบดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ตัวอย่างเช่นในบูร์กินาฟาโซ ซึ่งเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศหนึ่งในฝั่งตะวันตกของทวีปแอฟริกา และเป็นประเทศที่ไม่มีทางออกทะเล หลังจากที่รัฐบาลได้นำการให้บริการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรมาใช้ จำนวนบริษัทที่จดทะเบียนใหม่ในปี 2552 ก็เพิ่มขึ้นเป็น 610 บริษัทจาก 581 บริษัทในปี 2550 ส่วนบราซิลและโมร็อกโกนั้นสามารถคงอัตราการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่ได้เช่นกัน

“เราให้ข้อมูลหลักฐานแรกที่ชี้ให้เห็นว่าวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้จำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทที่จำกัดความรับผิดชอบ (limited liability firms) ลดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง” เลโอนา เอฟ. แคลปเปอร์ ผู้เขียนรายงานร่วมกับ อิเนสซา เลิฟ ซึ่งเป็นนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสในกลุ่ม Development Research ของธนาคารโลกทั้งสองคนกล่าว “ผลการศึกษายังแสดงให้เห็นว่าการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่นั้นมีสูงมากในประเทศที่ช่วยไม่ให้ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับขั้นตอนทางราชการที่ซับซ้อนและล่าช้า รวมทั้งมีบรรยากาศการลงทุนที่มั่นคง”

รายงานนี้มีความสำคัญเพราะข้อมูลการสำรวจประชากรของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นหนึ่งในข้อมูลจากอีกหลายๆ แหล่งได้แสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจเป็นแหล่งการสร้างงานที่สำคัญ

“ในขณะที่ประเทศทั้งหลายกำลังหาวิธีกระตุ้นการสร้างงานในระหว่างที่วิกฤติการเงินกำลังดำเนินอยู่ การทำให้กฎหมายและกฎระเบียบมีความศักดิ์สิทธิ์และมั่นคง การมีกฏระเบียบเกี่ยวกับการจ้างงานที่ยืดหยุ่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล และการลดขั้นตอนการจดทะเบียนที่ซับซ้อนหรือล่าช้าจึงมีความสำคัญยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีก” อัสลี เดอเมียร์กุช-คุนท์ ผู้จัดการด้านการวิจัยอาวุโสของกลุ่ม Development Research ซึ่งรั้งตำแหน่งเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำเครือข่ายการพัฒนาภาคการเงินและภาคเอกชนด้วยกล่าว

“การสรรค์สร้างพลังให้แก่ภาคธุรกิจนั้นยังสามารถเกิดขึ้นได้ถึงแม้ในภาวะที่เศรษฐกิจมหภาคจะย่ำแย่ก็ตาม”

รายงานนี้พร้อมทั้งฐานข้อมูลประกอบที่พร้อมใช้ในการค้นคว้า มีที่มาจากข้อมูลสถิติที่ได้จากหน่วยงานทะเบียนของทางการโดยตรงจาก 112 ประเทศ การสำรวจดังกล่าวซึ่งมีการจัดทำทุกๆสองปีนับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาได้รับการสนับสนุนโดยมูลนิธิอีวิง มาเรียน คอฟมาน

แม้การสำรวจครั้งนี้จะเป็นการสำรวจที่ครอบคลุมจำนวนประเทศมากที่สุดที่เคยมีมา แต่การนำผลการสำรวจไปใช้ก็ยังต้องระมัดระวัง เนื่องจากการสำรวจดังกล่าวครอบคลุมเฉพาะภาคธุรกิจที่เป็นทางการ ถึงแม้ว่าภาคธุรกิจนอกระบบจะเป็นสัดส่วนที่สำคัญของเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น การสำรวจดังกล่าวเน้นสำรวจเฉพาะการจัดตั้งบริษัทแบบจำกัดความรับผิดชอบซึ่งมีคำนิยามและกฎระเบียบกำกับที่แตกต่างกันไปทั่วโลก แทนที่จะเน้นที่ห้างหุ้นส่วนจำกัดและบริษัทที่มีเจ้าของกิจการเพียงรายเดียว

รายงานการสำรวจประจำปี 2553 นั้นแสดงให้เห็นว่าวิกฤติการเงินที่เกิดขึ้นนั้นกระทบการจัดตั้งธุรกิจอย่างไรบ้าง การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่นั้นมีอัตราเพิ่มขึ้นทีละน้อยตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปี 2550 แต่แนวโน้มดังกล่าวต้องสะดุดลงเมื่อวิกฤติการเงินก่อตัวขึ้นในปี 2551

การจัดตั้งธุรกิจใหม่เริ่มชะลอตัวลงในประเทศกำลังพัฒนาก่อนเป็นอันดับแรก และจากนั้นเมื่อวิกฤติดังกล่าวขยายตัวกว้างขึ้นจึงกระทบประเทศอื่นๆ ในโลก ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางส่วนใหญ่จำนวนการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ตกลงเป็นครั้งแรกในปี 2552 ซึ่งเมื่อถึงช่วงเวลาดังกล่าวก็เหลืออีกเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ จากวิกฤติการณ์ครั้งนี้

ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจแสดงให้เห็นว่า การลดลงของธุรกิจเกิดใหม่ในประเทศที่มีผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อหัวประชากร (GDP per capita) สูงนั้นจะรุนแรงกว่าในประเทศที่มีจีดีพีต่อหัวต่ำกว่า แต่ตัวชี้วัดที่สำคัญกว่านี้คือการพัฒนาของตลาดการเงิน นั่นคือการลดลงของจำนวนธุรกิจเกิดใหม่ในประเทศที่ตลาดการเงินมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจมากกว่านั้นจะรุนแรงกว่าในประเทศอื่นๆ ที่ตลาดการเงินมีความสำคัญน้อยกว่า

นั่นอาจเป็นเพราะว่าเมื่อภาคการเงินมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศใดประเทศหนึ่งมากเป็นพิเศษ การถอนเงินทุนออกจากระบบจึงมักมีผลกระทบที่รุนแรงต่อธุรกิจเกิดใหม่ในประเทศนั้นๆ มากกว่าในประเทศที่ภาคการเงินมีบทบาทน้อย แต่ทั้งนี้ประเทศที่อยู่ในข่ายดังกล่าวมักมีจำนวนการสร้างธุรกิจมากกว่าประเทศอื่นอยู่แล้วตั้งแต่แรกเพราะผู้ประกอบการมีโอกาสเข้าถึงการเงินมากกว่า จึงทำให้การจัดตั้งธุรกิจใหม่เป็นไปได้ง่ายกว่า ผู้เขียนรายงานชี้ว่าในระยะยาวการพัฒนาภาคการเงินให้เข้มแข็งขึ้นจะส่งผลดีต่อการจัดตั้งธุรกิจมากกว่าผลเสีย

ประเทศที่พัฒนาแล้วมีการสร้างธุรกิจในจำนวนมากกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา ทุกๆ ปีในประเทศที่พัฒนาแล้วมีการจดทะเบียนบริษัทใหม่ในอัตราโดยเฉลี่ย 4 บริษัทต่อประชากรที่ทำงานแล้ว 1,000 คน ซึ่งจัดว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางที่มีอัตราโดยเฉลี่ยต่ำกว่า 1 บริษัทต่อประชากรที่ทำงานแล้ว 1,000 คน

อะไรคือปัจจัยที่กระตุ้นการสร้างธุรกิจ รายงานนี้ชี้ว่าธรรมรัฐ สภาวะแวดล้อมทางกฎหมายและกฎระเบียบราชการที่แข็งแกร่ง และขั้นตอนทางราชการที่ไม่ซับซ้อนคือคำตอบ ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัดก็คือ การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจนั้นสามารถทำได้อย่างรวดเร็วที่สุดในประเทศที่มีค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งธุรกิจต่ำที่สุด


Api
Api